ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


9. ซูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ (At-Touba)

20. “บรรดาผู้ที่ศรัทธา และอพยพและต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ทั้งด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขาและชีวิตของพวกเขานั้นย่อมเป็นผู้มีระดับชั้นยิ่งใหญ่กว่า ณ ที่อัลลอฮ์ และชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือผู้มีชัยชนะ”

21. “พระเจ้าของพวกเขาทรงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาด้วยกความกรุณาเมตตาจากพระองค์ และด้วยความปิติยินดี และบรรดาสวนสวรรค์(*1*)ด้วยซึ่งในสวนสวรรค์เหล่านั้น พวกเขาจะได้รับสิ่งอำนวยความสุขอันจีรังยั่งยืน

(1)  คือนอกจากอัลลอฮ์จะทรงเอ็นดูเมตตาแก่พวกเขาแล้ว พระองค์ยังทรงปิติยินดีในพวกเขา และพวกเขาจะได้เข้าสวรรค์ด้วย

22. “โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในสวนสวรรค์เหล่านั้นตลอดกาล แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ณ ที่พระองค์มีรางวัลอันยิ่งใหญ่”

23. “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงอย่าได้ถือเอาบิดาของพวกเจ้า และพี่น้องของพวกเจ้าเป็นมิตร หากพวกเขาชอบการปฏิเสธศรัทธา(*1*)เหนือการอีมาน และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าให้พวกเขาเป็นมิตรแล้ว ชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือผู้อธรรม”

(1)  การปฏิเสธศรัทธานั้นเกิดขึ้นได้ในหลายกรณี แม้แต่การปฏิเสธอายะฮ์อัล-กุรอาน เพียงอายะฮ์เดียวก็กลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้ว เป็นต้นว่า การบิดเบือนควาหมายอัล-กุรอานให้เฉไปเป็นอื่น เนื่องจากไม่เชื่อว่าเป็นความจริงในความหมายของอัล-กุรอาน เช่นการบิดเบือนว่าสิ่งที่อัลลอฮ์เตรียมไว้ต้อนรับบรรดาผู้ศรัทธาในสวนสวรรค์ อันได้แก่ผลไม้นานาชนิด เนื้อนกชนิดต่าง ๆ ตามที่ชาวสวรรค์ปรารถนาตลอดจนคู่ครองอันบริสุทธิ์ และฮูรุลอีนที่มีความสวยงามเป็นเลิศ นับว่าเป็นสิ่งจูงใจให้ผู้คนกระทำตาม เท่านั้น หาใช่เป็นความจริงแต่ประการใดไม่ และเช่นบิดเบือนว่า ที่ทะเลแดงแยกเป็นทางเดิน เนื่องจากการที่ท่านนะบีมูซาใช้ไม้เท้าของท่านตีลงไปด้วยคำสั่งของอัลลอฮ์นั้นว่า เป็นเวลาที่น้ำลดโดยประจวบเหมาะ และคำที่ว่าดีนั้น ก็บิดเบือนเป็นหยั่งดูว่าตรงไหนตื้น ตรงไหนลึก ดังกล่าวนี้เป็นวิธีการอันแยบยลของขบวนการก็อดยานีย์ ในการปฏิเสธความหมายของอัล-กุรอาน ดังนั้นพวกนี้จึงถูกถือว่าเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา (กาฟิร) และห้ามมิให้คบค้าสมาคมกับพวกนี้ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นพ่อแม่พี่น้องก็ตาม ถ้าดื้อดึงก็เท่ากับเป็นการละเมิดคำสั่งของอัลลอฮ์

24. “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า หากบรรดาบิดาของพวกเจ้า และบรรดาลูก ๆ ของพวกเจ้า และบรรดาพี่น้องของพวกเจ้า และบรรดาคู่ครองของพวกเจ้า และบรรดาญาติของพวกเจ้า และบรรดาทรัพย์สมบัติที่พวกเจ้าแสวงหาไว้ และสินค้าที่พวกเจ้ากลัวว่าจะจำหน่ายมันไม่ออก และบรรดาที่อยู่อาศัยที่พวกเจ้าพึงพอใจมันนั้น เป็นที่รักใคร่แก่พวกเจ้ายิ่งกว่าอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ และการต่อสู้ในทางของพระองค์แล้วไซร้ ก็จงรอคอยกันเถิดจนกว่าอัลลอฮฺจะทรงนำมาซึ่งกำลัง (*1*) ของพระองค์ และอัลลอฮฺนั้นจะไม่ทรงนำทางแก่กลุ่มชนที่ละเมิด"

(1)  หมายถึง นำการลงโทษของพระองค์มา กล่าวคือถ้ายังรักบุคคลดังกล่าวยิ่งกว่า คำสั่งของอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์แล้ว ก็จงรอการลงโทษจากพระองค์เถิด

25. “แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าแล้วในสนามรบอันมากมาย และในวันแห่งสงครามฮุนัยน์(*1*)ด้วย ขณะที่การมีจำนวนมากของพวกเจ้าทำให้พวกเจ้าพึงใจ(*2*) แล้วมันก็มิได้อำนวยประโยชน์แก่พวกเจ้าแต่อย่างใด และแผ่นดินก็แคบแพวกเจ้า(*3*)ทั้ง ๆ ที่มันกว้างอยู่ แล้วพวกเจ้าก็หันหลังหนี”

(1)  ฮุนัยน์เป็นที่ราบต่ำซึ่งตั้งอยู่ระหว่างมักกะฮ์กับฏออิฟ ได้เกิดการสู้รบกันขึ้นที่นี้ระหว่างมุสลิมกับพวกมุชริก ฮะวาซินชาวฏออิฟในปีที่ 8 แห่งฮ.ศ. แล้วสงครามนี้จึงถูกเรียกว่า “สงครามฮุนัยน์”
(2)  โดยกล่าวว่า วันนี้เราจะไม่แพ้ฝ่ายที่มีจำนวนน้อยเป็นอันขาด ทั้งนี้โดยที่ฝ่ายมุสลิมมีจนวนทหารหมื่นคน และฝ่ายกุฟฟารมีสี่พันคนเท่านั้น
(3)  คือด้วยความกลัวจนไม่รู้ว่าจะหนีไปทางไหนที่ปลอดภัยประหนึ่งว่าแผ่นดินนั้น แคบเสียนี่กระไร ทั้ง ๆที่มันกว้างขวางและความที่ว่า “ไม่อำนวยประโยชน์ให้แก่พวกเจ้าแต่อย่างใด” นั้นหมายถึงไม่ทำให้พวกเจ้าชนะได้

26. “และอัลลอฮ์ก็ได้ทรงประทานลงมาซึ่งความสงบใจจากพระองค์แก่ร่อซูลของพระองค์และแก่บรรดาผู้ศรัทธาเหล่านั้น(*1*) และได้ทรงให้ไพร่พลลง(*2*)มา ซึ่งพวกเจ้าไม่เห็นพวกเขา และได้ทรงลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้น(*3*)และนั่นคือการตอบแทนแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา

(1)  คือให้ร่อซูลและบรรดาผู้ศรัทธาสงบใจไว้ได้แล้วผนึกกำลังต่อสู้ใหม่
(2)  คือไพร่พลที่เป็นมลาอิกะฮ์
(3)  คือให้พกวเขาถูกประหัตประหาร และถูกจับเป็นเชลยศึก

27. “และพระองค์ก็ทรงอภัยโทษหลังจากนั้นแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษผู้ทรงเอ็นดูเมตตา”

28. “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! แท้จริงบรรดามุชริกนั้นโสมม(*1*) ดังนั้นพวกเขาจงอย่าเข้าใกล้อัล-มัศยิดิลฮะรอม หลังจากปีของพวกเขา(*2*)นี้ และหากพวกเจ้ากลัวความยากจน(*3*) อัลลอฮ์ก็จะทรงให้พวกเจ้ามั่งมี จากความกรุณาของพระองค์ หากพระองค์ทรงประสงค์แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ”

(1)  คือโสมมในการเชื่อถืออย่างเลอะเทอะและสักการะเจว็ด ตลอดจนดื้อด้านต่อคำเชิญชวนของพระผู้เป็นเจ้า
(2)  คือปี ฮ.ศ. ที่ 9
(3)  เนื่องจากมิได้ติดต่อทำการค้าขายกับพวกมุชริก

29. “พวกเจ้าจงต่อสู้บรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และต่อวันปรโลก(*1*) และไม่งดเว้นสิ่งที่อัลลอฮ์และร่อซูล(*2*)ห้ามไว้ และไม่ปฏิบัติตามศาสนาแห่งความสัจจะ(*3*) อันได้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์(*4*) จนกว่าพวกเขาจะจ่ายอัล-ญิซยะฮ์(*5*)จากมือของพวกเขา(*6*)เอง ในสภาพที่พวกเขาเป็นผู้ต่ำต้อย”

(1)  หมายถึงพวกยิวและพวกคริสต์ เพราะการที่พวกเขาปฏิเสธศรัทธาต่อนะบีมุฮัมมัดนั้นถือว่าเขาปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลกด้วย
(2)  หมายถึงท่านนะบีมูซาและนะบีอีซา
(3)  หมายถึงบัญญัติศาสนาอันแท้จริงที่มีอยู่ในคัมภีร์เตารอตและอินญีล
(4)  คือพวกยิวและคริสต์
(5)  อัล-ญิซยะฮ์ คือเงินค่าหัวที่ถูกกำหนดแก่ผู้ที่มิใช่มุสลิม เป็นการชดเชยที่เขาได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิตของเขาและทรัพย์สมบัติของพวกเขา ทั้งนี้หลังจากที่พวกเขาปราชัยและอยู่ภายใต้การปกครองของอิสลาม
(6)  คือนำมาหยิบยื่นด้วยมือของตนเอง จะฝากใครมามอบให้แทนไม่ได้

30. “และชาวยิวได้กล่าวว่า อุซัยร์(*1*)เป็นบุตรของอัลลอฮ์ และชาวคริสต์ได้กล่าวว่า อัล-มะซีห์(*2*)เป็นบุตรของอัลลอฮ์ นั่นคือถ้อยคำที่พวกเขากล่าวขึ้นด้วยปากของพวกเขาเอง ซึ่งคล้ายกับถ้อยคำของบรรดาผู้ที่ได้ปฏิเสธการศรัทธามาก่อน ขออัลลอฮ์ทรงละอ์นัต(*3*)พวกเขาด้วยเถิด พวกเขาถูกหันเห(*4*)ไปได้อย่างไร?

(1)  คือนักปราชญ์ยิวส ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมบัญญัติแห่งคัมภีร์เตารอตจากบรรดาชาวยิวที่จดจำไว้ แล้วรวบรวมเป็นเล่มขึ้นทั้งนี้หลังจากที่ต้นฉบับได้สูญหายไป ด้วยเหตุเขาจึงได้รับการเคารพนับถือ จนกระทั่งถูกเข้าใจว่าเป็นพระบุตรของอัลลอฮ์
(2)  หมายถึงท่านนะบีอีซา
(3)  ละอ์นัตคือการขับไล่ให้ออกความเอ็นดูเมตตาของอัลลอฮ์ การขอให้อัลลอฮ์ทรงละอ์นัต จึงหมายถึงขอให้อัลลอฮ์ทรงขับไล่ให้ออกจากความเอ็นดูเมตตาของพระองค์ อนึ่ง พึงสังเกตด้วยว่าข้อความของอัล-กุรอ่านที่ว่า นั้นเป็นประโยค ดุอาอ์ หมายถึงขอให้อัลลอฮ์ทรงละอ์นัต
(4)  คือหันเหออกจากความจริง

31. “พวกเขาได้ยึดเอาบรรดานักปราชญ์ของพวกเขา และบรรดาบาดหลวงของพวกเขาเป็นพระเจ้า(*1*)อื่นจากอัลลอฮ์ และยึดเอาอัล-มะซีห์บุตรของมัรยัมเป็นพระเจ้าด้วย(*2*) ทั้ง ๆที่พวกเขามิได้ถูกใช้นอกจากเพื่อเคารพสักการะผู้ทีสมควรได้รับการเคารพสักการะ(*3*) แต่เพียงองค์เดียว ซึ่งไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาให้มีภาคีขึ้น”

(1)  เนื่องจากพวกเขาได้ยึดถือคำแนะนำของนักปราชญ์และบาดหลวงแทนบัญญัติของพระเจ้า จึงเท่ากับว่าพวกเขาถือเอานักปราชญ์และบาดหลวงเป็นพระเจ้า
(2)  เนื่องจากท่านนะบีอีซาเกิดมาโดยไม่มีบิดาจึงเข้าใจผิดว่าพระองค์แบ่งภาคมาเกิด เลยถือว่าท่านเป็นพระเจ้า
(3)  หมายถึงอัลลอฮ์ ซุบห์ฯ

32. “พวกเขาต้องการเพื่อจะดับแสงสว่างของอัลลอฮ์ด้วยปากของพวกเขา(*1*) และอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงยินยอม นอกจากจะทรงให้แสงสว่างของพระองค์สมบูรณ์เท่านั้น และแม้ว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะชิงชังก็ตาม

(1)  คือด้วยการใส่ใคล้ในอิสลาม เฉพาะอย่างยิ่งกล่าวหาว่านะบีมุฮัมมัดหาใช่เป็นร่อซูลของอัลลอฮ์ไม่ ทั้งนี้เพื่อมิให้ผู้คนรับนับถืออิสลาม

33. “พระองค์นั้นคือผู้ที่ได้ส่งร่อซูลของพระองค์มาพร้อมด้วยคำแนะนำ และศาสนาแห่งสัจจะ เพื่อที่จะทรงให้ศาสนาแห่งสัจจะนั้นประจักษ์(*1*)เหนือศาสนาทุกศาสนา และแม้ว่าบรรดามุชริกจะชิงชังก็ตาม”

(1)  คือประจักษ์ความเป็นจริง และความเหมาะสมเหนือทุกศาสนา

34. “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! แท้จริงจำนวนมากมายจากบรรดานักปราชญ์ และบาดหลวงนั้นกินทรัพย์ของประชาชนโดยไม่ชอบ(*1*)และขัดขวาง(ผู้คน) ให้ออกจากทางของอัลลอฮ์และบรรดาผู้ที่สะสมทองและเงิน และไม่จ่ายมันในทางของอัลลอฮ์(*2*)นั้น จงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาเถิด ด้วยการลงโทษอันเจ็บปวด”

(1)  คือถ้าใครติดสินบนให้ก็ตัดสินใจให้เป็นฝ่ายถูก และบิดเบือนคัมภีร์ว่าอนุญาตให้กินดอกเบี้ยผู้ที่มิใช่เป็นยิวได้ แล้วพวกเขาก็กินดอกเบี้ยที่ได้มาร่วมกัน หรือกินเงินเพื่อชี้ให้สิ่งที่เป็นที่ต้องห้ามกลับเป็นที่อนุมัติเป็นต้น
(2)  คือเป็นส่วนซะกาต และส่วนที่จ่ายไปด้วยความสมัครใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่บัญญัติศาสนาส่งเสริมเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธาที่จะได้รับการตอบแทนจากอัลลอฮ์

35. “วันที่มัน(*1*)จะถูกเผาไฟนรกแห่งญะฮันนัม แล้วหน้าผากของพวกเขา และสีข้างของพวกเขา และหลังของพวกเขาจะถูกนาบด้วยมัน นี้แหละ(*2*)คือสิ่งที่พวกเจ้าได้สะสมไว้ เพื่อ(*3*)ตัวของพวกเจ้าเอง ดังนั้นจงลิ้มรสสิ่งที่พวกเจ้าสะสมไว้เถิด”

(1)  คือจะมีเสียงกล่าวแก่พวกเขาในวันที่พวกเขาถูกลงโทษว่านี้แหละ….
(2)  คือเพื่อลงโทษตัวเอง

36. “แท้จริงจำนวนเดือน(*1*) ณ อัลลอฮ์นั้นมีสิบสองเดือน ในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ตั้งแต่วันที่พระองค์ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินจากเดือนเหล่านั้นมีสี่เดือน ซึ่งเป็นเดือนที่ต้องห้าม(*2*)นั่นคือบัญญัติอันเที่ยงตรง ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าอธรรม(*3*) แก่ตัวของพวกเจ้าเองในเดือนเหล่านั้นและจงต่อสู้บรรดามุชริกทั้งหมด เช่นเดียวกับที่พวกเขากำลังต่อสู้พวกเจ้าทั้งหมด และพึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่ยำเกรง”

(1)  คือจำนวนเดือนในปีหนึ่ง
(2)  คือต้องห้ามในการต่อสู้กัน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นเดือนที่ปลอดภัยแก่ผู้ประกอบพิธีอุมเราะฮ์ และพิธีฮัจญ์ อันเป็นบัญญัติที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดไว้โดยผ่านท่านนะบีอิบรอฮีม และนะบีอิสมาอีล ซึ่งเดือนเหล่านั้นได้แก่เดือน ซุลเกาะดะฮ์ ซุลฮิจญะฮ์ อัล-มุฮัรณ็อม และเดือนร่อญับ
(3)  คือจงอย่าละเมิดทำการต่อสู้ในเดือนเหล่านั้น อันถือเป็นการอธรรมแก่ตัวเอง

37. “แท้จริงการเลื่อนเดือนที่ต้องห้ามให้ล่าช้า(*1*) ไปนั้นเป็นการเพิ่มในการปฏิเสธศรัทธา(*2*) ยิ่งขึ้นโดยที่ผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นถูกทำให้หลงผิดไป(*3*) เนื่องด้วยการเลื่อนเดือนต้องห้ามนั้น พวกเขาได้ให้มันเป็นที่อนุมัติปีหนึ่ง และให้มันเป็นที่ต้องห้ามปีหนี่ง(*4*)เพื่อพวกเขาจะให้พ้องกับจำนวนเดือนที่อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามไว้(*5*) (มิเช่นนั้นแล้ว) พวกเขาก็จะทำให้เป็นที่อนุมัติสิ่งที่อัลลอฮ์ไทรงให้เป็นที่ต้องห้ามไป(*6*) โดยที่ความชั่วแห่งบรรดาการงานของพวกเขาได้ถูกประดับประดาให้สวยงามแก่พวกเขา(*7*) และอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงนำทางแก่กลุ่มชนที่ปฏิเสธศรัทธา”

(1)  คือเลื่อนเดือนอัล-มุฮัรร็อมซึ่งเป็นเดือนต้องห้ามให้เป็นเดือนเศาะฟัรเสียกล่าวคือกำหนดเดือนเศาะฟัรให้เป็นเดือนต้องห้ามแทนเดือนอัล-มุฮัรร็อมแล้วให้เดือน อัล-มุฮัรร็อม เป็นที่อนุมัติในการต่อสู้กัน ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่สามารถจะทนอยู่ในพักรบเป็นเวลานานถึงสามเดือนต่อเนื่องกันได้ นั่คือเดือน ซุลเกาะดะฮ์ และเดือน อั-มุฮัรร็อม
(2)  คือปฏิเสธศรัทธาในบัญญัติที่มิให้ละเมิดในบรรดาเดือนต้องห้ามเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้นอกเหนือจากการปฏิเสธศรัทธาต่อท่านนะบีของพระองค์ และคัมภีร์ของพระองค์ฯคือถูกทำให้หลงผิดไปว่าเป็นการทำที่ถูกต้องเพระามิได้ลดจำนวนเดือนที่ต้องห้ามลงแต่อย่างใดในการนี้ทำให้ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในหมู่พวกเขาพลอยหลงผิดไปด้วย
(3)  คือถูกทำให้หลงผิดไปกว่า เป็นการทำที่ถูกต้อง เพราะมิได้ลดจำนวนเดือนที่ต้องห้ามลงแต่อย่างใด ในการนี้ทำให้ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในหมู่พวกเราพลอยหลงผิดไปด้วย
(4)  คือเมื่อพวกเขาให้เดือนต้องห้ามเป็นที่อนุมัติปีหนึ่ง ในปีต่อไปก็ให้เดือนนั้นเป็นที่ต้องห้ามอีก สับเปลี่ยนกันไป
(5)  คือให้จำนวนเดือนที่เป็นต้องห้ามนั้นพ้องกับจำนวนเดือนที่อัลลอฮ์ได้กำหนดไว้
(6)  คือถ้าพวกเรามิให้เดือนเศาะฟัร อันเป็นเดือนที่เป็นที่อนุมัติชดเชยเดือนอัล-มุฮัรรอม อันเดือนที่ต้องห้ามซึ่งพวกเขาได้ให้เป็นเดือนที่เป็นที่อนุมัติแล้ว พวกเขาก็จะกลายเป็นผู้ที่อนุมัติในสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้เป็นที่ต้องห้ามไป ทั้งนี้เป็นความนึกคิดตามอารมณ์ของตนเอง อย่างไรก็ดี การกระทำของพวกเขานั้นก็คือ การให้สิ่งที่เป็นที่ต้องห้าม เป็นสิ่งที่เป็นที่อนุมัตินั้นเอง หาใช่อื่นใดไม่ซึ่งถือเป็นความผิดมหันต์

38. “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย มีอะไรเกิดขึ้นแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ ? เมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเจ้าว่า จงออกไปต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์(*1*)เถิด พวกเจ้าก็แนบหนักอยู่กับพื้นดิน(*2*) พวกเจ้าพึงพอใจต่อชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ แทน(*3*)ปรโลกกระนั้นหรือ ? สิ่งอำนวยความสุขแห่งชีวิตความเป็นอยู่ในโลกนี้นั้น ในปรโลกแล้ว ไม่มีอะไรนอกจากสิ่งเล็กน้อยเท่านั้น(*4*)

(1)  คือออกไปทำศึกกับอาณาจักรแห่งโรมัน เนื่องจากพวกนั้นกำลังจัดเตรียมกำลังที่จะทำการพิชิตนครมะดีนะฮ์ การยกกำลังไปทำศึกครั้งนี้เรียกว่า “สงครามตะบูก” ตะบูกเป็นชื่อของสถานที่ซึ่งอยู่กึ่งทางระหว่างมะดีนะฮ์กับดิมัชก์ (ดามัสกัส) คือห่างจากมะดีนะฮ์ 610 กิโลเมตร และห่างจากดมัสกัส 692 กิโลเมตร
(2)  คือทำอืดอาดชักช้าไม่เต็มใจที่จะออกไป ประหนึ่งว่าก้นของพวกเขาแนบหนักติดอยู่กับพื้นดินลุกขึ้นไม่ได้กระนั้น ทั้งนี้เนื่องจากเป็นเวลาที่มีอากาศร้อนจัด และเพิ่งกลับมาจากสงครามพิชิตนครมักกะ คงครามฮุนัยน์ และฏออิฟ ใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็กำลังขาดแคลนอาหาร และเป็นฤดูที่อินทผาลัมกำลังจะสุก และอากาศก็กำลังจะดี เพราะเดือนระยับ ซึ่งตรงกับเดือนตุลาคมในปีนั้น
(3)  คือแทนชีวิตความเป็นอยู่ในปรโลก
(4)  คือสิ่งอำนวยความสุขนั้นเมื่อเทียบกับปรโลกแล้วนับเป็นสิ่งเล็กน้อยมาก

39. “ถ้าหากพวกเจ้าไม่ออกไป พระองค์ก็จะทรงลงโทษพวกเจ้าอย่างเจ็บปวด และจะทรงให้พวกหนึ่งอื่นจากพวกเจ้ามาแทน และพวกเจ้าไม่สามารถจะยังความเดือดร้อนให้แก่พระองค์ได้แต่อย่างใด และอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง”

[ 1] [2] [ 3] [ 4] [ 5] [ 6] [ 7] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved