ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


48. ซูเราะฮฺ อัลฟัตฮฺ (Al-fat-h)

21. และทรัพย์เชลยอันอื่นอีกที่พวกเจ้าไม่มีกำลังที่จะเอาชนะมันได้แต่อัลลอฮทรงล้อมพวกมันไว้แล้ว (คืออาณาจักรเปอร์เซียและโรมันตะวันออก) และอัลลอฮ.เป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งอย่าง (*1*)

(1)  คือทรัพย์เชลยจากพวกยุโรปและเอเซีย ซึ่งพวกเจ้าไม่สามารถที่เอาชนะพวกเหล่านั้นได้แต่อัลลอฮทรงให้พวกเจ้าสามารถยึดเอามาได้ ทั้งนี้ด้วยเดชานุภาพของพระองค์

22. และถ้าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ต่อสู้กับพวกเจ้า พวกเขาก็จะผินหลังกลับอย่างแน่นอน แล้วพวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือ

23. นั่นคือแนวทางของอัลลอฮฺแก่บรรดาผู้ที่ล่วงลับไปแล้วแต่กาลก่อน และเจ้าจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในแนวทางของอัลลอฮฺ (*1*)

(1)  ส่วนหนึ่งจากความโปรดปรานของพระองค์แก่พวกเจ้าคือ เมื่อชาวมักกะฮฺได้ต่อสู้กับพวกเจ้า อัลลอฮฺจะช่วยเหลือพวกเจ้าให้ได้รับชัยชนะ แล้วพวกศัตรูก็ผินหลังหนีแพ้กลับไป โดยไม่มีผู้คุ้มครองให้ความช่วยเหลือ และแนวทางของพระองค์นี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด ตราบใดที่บรรดาผู้ศรัทธามีความเชื่อมั่นต่อพระองค์

24. และพระองค์คือผู้ทรงยับยั้งมือของพวกเขาจากพวกเจ้า และมือของพวกเจ้าจากพวกเขา (มิให้มีการสู้รบกัน) ที่หุบเขานครมักกฮ. (ที่ฮุดัยบียะฮ.) หลังจากที่พระองค์ได้ทรงให้พวกเจ้ามีชัยชนะเหนือพวกเขา และอัลลอฮ.ทรงรู้เห็นในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (*1*)

(1)  อันนี้นับได้ว่าเป็นมหากรุณาธิคุณจากอัลลอฮ. ตะอาลา โดยมิให้ทั้งสองฝ่ายรบพุ่งกัน และทำให้มีการเจรจาประนีประนอมกันทั้งนี้นับได้ว่าเป็นผลดีแก่บรรดามุอมินทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ หลังจากได้ให้พวกเจ้าจับพวกกุเรชจำนวน 80 คน เป็นเชลยศึกแล้วให้นำมามอบให้แก่ท่านร่อซูลุลลอฮ. ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วท่านก็ได้อภัยและปล่อยตัวพวกเขาไป ดังนั้นจึงได้มีการเจรจาประนีประนอม

25. พวกเขาคือบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและปิดกั้นพวกเจ้าให้หันห่างจากมัสยิดอัลฮะรอม และการเชือดสัตว์พลีที่ถูกกักกันไว้มิให้บรรลุสู่ที่เชือดของมัน และหากมิใช่เพราะมีบรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิงซึ่งพวกเจ้าไม่รู้จักพวกเขา พวกเจ้าก็จะฆ่าพวกเขา แล้วก็จะก่อให้เกิดโทษแก่พวกเจ้าเพราะพวกเขาโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้เพื่ออัลลอฮฺจะทรงให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์เข้าอยู่ในความเมตตาของพระองค์ หากพวกเขาแยกออกจากกัน แน่นอนเราก็จะลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่พวกเขาซึ่งการลงโทษอันเจ็บปวด (*1*)

(1)  พวกกุฟฟารกุเรชที่ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ ปิดกั้นพวกเจ้ามิให้เข้าสู่มัสยิดอัลฮะรอมเพื่อทำอุมเราะฮฺในปีฮุดัยบียะฮฺ และปิดกั้นมิให้เชือดสัตว์พลีที่อัลฮะรอม และในนครมักกะฮฺนั้นมีบรรดาผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงที่อ่อนแอ และปกปิดการอีมานของพวกเขาเพราะกลัวพวกมุชริกีน โดยที่พวกเจ้าไม่รู้จักพวกเขา แล้วพวกเจ้าก็ฆ่าพวกเขาโดยที่พวกเจ้าไม่รู้และจะเกิดโทษแก่พวกเจ้า การกระทำเช่นนี้ก็เพื่อให้บรรดามุอฺมินรอดพ้นจากพวกมุชริกีน และเพื่อให้ชาวมักกะฮฺเข้าสู่อิสลามอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงยังไม่ทรงอนุญาตให้พวกเจ้าเข้าสู่นครมักกะฮฺเป็นการพิชิตในปีนั้น หากบรรดามุอฺมินแยกออกจากพวกกุฟฟารอย่างแจ้งชัดแล้ว พระองค์ก็ทรงอนุญาตแก่พวกเจ้าให้พิชิต และจะให้พวกกุฟฟารได้รับการลงโทษอย่างเจ็บปวดด้วยน้ำมือของพวกเจ้า และทรงให้พวกเขาตั้งมั่นอยู่บนคำกล่าวแห่งความยำเกรง (คำกล่าวชะฮาดะฮฺ) โดยที่พวกเขามีสิทธิยิ่งต่อคำกล่าวนี้ และเหมาะสมคู่ควรยิ่งอีกด้วย และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง

26. ขณะที่พวกปฏิเสธศรัทธาได้ทำให้ความหยิ่งยะโสมีขึ้นในจิตใจของพวกเขา ซึ่งเป็นความหยิ่งยะโสในสมัยแห่งความงมงาย อัลลอฮฺจึงประทานความเงียบสงบของพระองค์ให้แก่ร่อซูลของพระองค์และแก่บรรดาผู้ศรัทธา

(1)  ความหยิ่งยะโสของพวกกุฟฟารเหล่านั้น เป็นความหยิ่งยะโสที่มีมาแต่สมัยญาฮิลียะฮฺ เป็นเหตุให้พวกเขาไม่ยอมรับความจริงและไม่ยอมจำนนต่อเหตุผล จนกระทั่งไม่ยอมให้ท่านนะบีและบรรดามุอฺมินเข้ามัสยิดอัลฮะรอมเพื่อทำอุมเราะฮฺ ด้วยเหตุนี้บรรดามุอฺมินจึงตกลงใจที่จะไม่ยอมรับการเจรจาประนีประนอม เพราะเป็นการเสียเปรียบให้พวกมุชริกีนอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอัลลอฮฺ ตะอาลาจึงประทานความเงียบสงบให้แก่ท่านร่อซูลและบรรดาผู้ศรัทธา และให้พวกเขาตั้งมั่นอยู่ในคำกล่าวชะฮาดะฮฺ ซึ่งเป็นคำกล่าวแห่งการตักวา คือเป็นการป้องกันพวกเขาให้พ้นจากการทำซิริก และการลงโทษ โดยที่พวกเขาเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ยิ่งและเหมาะสมยิ่งต่อคำกล่าวนี้

27. โดยแน่นอนอัลลอฮ.ได้ทรงทำให้ความฝันนั้นสมจริงแก่ร่อซูลของพระองค์ด้วยความจริง แน่นอนพวกเจ้าจะได้เข้าสู่มัสยิดอัลฮะรอมอย่างปลอดภัยหากอัลลอฮ.ทรงประสงค์ (อินชาอัลลอฮ.) โดย (บางคน) โกนผมของพวกเจ้าและ (อีกบางคน) ตัดผม พวกเจ้าอย่าได้หวาดกลัว เพราะอัลลอฮ.ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ ดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงกำหนดชัยชนะอื่นจากนั้น ซึ่งชัยชนะอันใกล้นี้ (*1*)

(1)  นักตีฟซีรอธิบายว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ. ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ฝันว่าท่านและบรรดาสาวกของท่านได้เข้านครมักกะฮ. และได้ทำอุมเราะฮ. ต่อมาท่านร่อซูลได้เล่าความฝันให้บรรดาสาวกฟังทำให้พวกเขาดีอกอีใจ ครั้นเมื่อได้ออกเดินทางไปอัลฮุดัยบียะฮ. และได้ถูกพวกมุชริกีนขัดขวางมิให้เข้าไปในนครมักกะฮ. และได้เกิดเหตุการณ์การเจรจาประนีประนอมขึ้น พวกมุนาฟิกีนก็ได้กล่าวเยาะเย้ยถากถางจึงทำให้บรรดามุสลิมเกิดความน้อยใจ ดังนั้นอายะฮ.จึงถูกประทานลงมาเป็นการยืนยันว่า ความฝันของท่านนะบีนั้นจะเกิดขึ้นจริงในปีต่อมา อัลลอฮ.ทรงรู้ดียิ่งว่าในการเจรจาประนีประนอมกันนี้มีเคล็ดลับความดีและผลประโยชน์แก่พวกเจ้าซึ่งพวกเจ้าไม่อาจจะรู้ได้ ดังนั้นก่อนหน้าจากการได้รับชัยชนะในการพิชิตเมืองมักกะฮ. ก็มีชัยชนะนั่นก็คือการเจรจาประนีประนอม

28. พระองค์คือผู้ทรงส่งร่อซูลของพระองค์พร้อมด้วยแนวทางที่ถูกต้องและศาสนาแห่งสัจธรรมเพื่อพระองค์จะทรงให้ศาสนา (ของพระองค์) นั้นประจักษ์แจ้งเหนือศาสนาอื่นทั้งมวล และพอเพียงแล้วที่อัลลอฮฺทรงเป็นพยาน (*1*)

(1)  พระองค์ได้ส่งมุฮัมมัดมาเป็นร่อซูลเพื่อเผยแผ่แนวทางที่ถูกต้อง และศาสนาที่เที่ยงแท้สัจธรรมคือศาสนาอิสลาม เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์เด่นชัดเหนือศาสนาอื่น ๆ แม้กระทั่งบทบัญญัติต่าง ๆ ที่มาจากฟากฟ้า เช่น เตารอฮฺ และอินญีล และเป็นการพอเพียงแล้วที่อัลลอฮฺทรงเป็นพยานให้ว่ามุฮัมมัดเป็นร่อซูลของพระองค์

29. มุฮัมมัดเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เป็นผู้เข้มแข็งกล้าหาญต่อพวกปฏิเสธศรัทธา เป็นผู้เมตตาสงสารระหว่างพวกเขาเอง เจ้าจะเห็นพวกเขาเป็นผู้รูกั๊วะ ผู้สุญูด โดยแสวงหาคุณความดีจากอัลลอฮฺและความโปรดปราน (ของพระองค์) เครื่องหมายของพวกเขาอยู่บนใบหน้าของพวกเขาเนื่องจากร่องรอยแห่งการสุญูด นั่นคืออุปมาของพวกเขาที่มีอยู่ในอัตเตารอต และอุปมาของพวกเขาที่มีอยู่ในอัลอินญีล ประหนึ่งเมล็ดพืชที่งอกหน่อหรือกิ่งก้านของมันออกมาแล้วทำให้มันงอกงาม แล้วมันก็เติบโตแข็งแรงและทรงตัวอยู่ได้บนลำต้นของมัน นำความปลื้มปิติมาให้แก่ผู้หว่าน เพื่อที่พระองค์จะก่อความโกรธแค้นแก่พวกปฏิเสธศรัทธา เพราะพวกเขา (มุสลิมีน) และอัลลอฮฺทรงสัญญาบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายในหมู่พวกเขาว่าจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง (*1*)

(1)  มุฮัมมัด คือร่อซูลของอัลลอฮฺอย่างแท้จริง และบรรดาศ่อฮาบะฮฺผู้ทรงคุณธรรมเป็นผู้แสดงออกซึ่งความเข้มแข็งและแข็งกร้าวต่อผู้ที่ขัดแย้งต่อศาสนาของพวกเขา และมีความเมตตาสงสารต่อผู้มีความคิดเห็นตรงกันในเรื่องศาสนา จะเห็นได้ว่าคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขาไม่ชอบที่จะให้อวัยวะของเขา หรือเสื้อผ้าของเขาไปกระทบกับอวัยวะหรือเสื้อผ้าของคนกาฟิร แต่ถ้ากับพี่น้องมุสลิมด้วยกันเองแล้วเขาจะจับมือโอบกอดและแสดงออกซึ่งความรักใคร่ นอกจากนี้แล้วจะเห็นพวกเขาก้มลงรูกั๊วะและสุญูดในเวลาละหมาดของพวกเขา โดยหวังการตอบแทนด้วยสวนสวรรค์และความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ เครื่องหมายแห่งการอีมานและความบริสุทธิ์ของพวกเขา ปรากฎอยู่บนใบหน้าของพวกเขาอันเนื่องมาจากร่องรอยแห่งการสุญูด เพราะในวันกิยามะฮฺนั้น พวกเขาก็จะถูกฟื้นคืนชีพมาโดยมีใบหน้าและเท้ามีแสงเป็นประกายอันเนื่องมาจากน้ำละหมาด คุณลักษณะดังกล่าวข้างต้นนั้นได้กล่าวไว้เป็นอุปมาในคัมภีร์อัตเตารอฮฺและคัมภีร์อัลอินญีล อัฏเฏ๊าะฮาก กล่าวว่า อุปมานี้เป็นที่ชัดแจ้งที่สุด เมล็ดพืชคือท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หน่อหรือกิ่งก้านนี่คือบรรดาสาวก ในตอนแรกมีจำนวนน้อยอ่อนแอแล้วก็ได้เพิ่มขึ้นมากมายและแข็งแรง ทั้งนี้เพื่อที่จะก่อความโกรธแค้นให้แก่พวกกุฟฟารอันเนื่องมาจากจำนวนและความเข้มแข็งของบรรดาสาวก อัลลอฮฺทรงสัญญาแก่บรรดาผู้ศรัทธา และบรรดาผู้กระทำความดีว่าพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษอย่างสมบูรณ์และรางวัลอันยิ่งใหญ่อีกทั้งริซกีอันหลากหลายในสวนสวรรค์

[ 1] [2]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved