ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


31. ซูเราะฮฺ ลุกมาน (Luqman)

20. พวกเจ้ามิเห็นดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺทรงอำนวยความสะดวกให้แก่พวกเจ้าสิ่งที่มีอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่มีอยู่ในแผ่นดิน (*1*) และพระองค์ได้ทรงประทานความ (*2*) โปรดปรานมากมายของพระองค์อย่างครบครันแก่พวกเจ้า ทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้นและในหมู่มนุษย์มีผู้โต้เถียงในเรื่องของอัลลอฮฺโดยปราศจากความรู้และปราศจากแนวทางที่ถูกต้องและปราศจากคัมภีร์ที่ให้ความสว่าง (แก่พวกเขา) (*3*)

(1)  สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้า เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งหลาย และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน เช่น ภูเขา ต้นไม้ พืชผล แม่น้ำ อื่นจากนั้นอีกมากมายเหลือคณานับ เพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้ให้เป็นประโยชน์
(2)  นิอฺมะฮฺที่เปิดเผย เช่น การฟัง การเห็น การมีสุขภาพแข็งแรง การเป็นมุสลิม และที่ซ่อนเร้นเช่นการมีหัวใจ มีสติปัญญาความเข้าใจ การรู้จัก และอื่นจากนั้น
(3)  อัลกุรฏบีย์กล่าวว่า อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาเพราะชาวยิวคนหนึ่งได้มาหาท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวว่า “โอ้มุฮัมมัด บอกฉันซิว่าพระเจ้าของท่านมาจากอะไร” ในทันใดนั้นเองสายฟ้าก็ได้ฟาดลงมาคร่าชีวิตเขาไป

21. และได้เมื่อมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า “จงปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมา” (*4*) พวกเขากล่าวว่า “แต่เราจะปฏิบัติตามสิ่งที่เราพบบรรพบุรุษของเราปฏิบัติในเรื่องนั้น” อะไรกัน ถึงแม้ว่าชัยฏอนจะเรียกร้องพวกเขาสู่การลงโทษที่มีไฟลุกโชนอยู่กระนั้นหรือ? (*5*)

(1)  คือได้กล่าวแก่พวกโต้เถียงว่า จงปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่ร่อซูลของพระองค์ และเชื่อมั่นต่อสิ่งเหล่านั้น เพราะมันไม่ได้แยกแยะระหว่างความจริงกับความเท็จ และระหว่างแนวทางที่ถูกต้องกับการหลงผิด
(2)  คือพวกเขาจะยอมตามพวกมัน ถึงแม้ว่าพวกมันจะอยู่ในการหลงทาง และเรียกร้องพวกเขาไปสู่การลงโทษอันเจ็บแสบกระนั้นหรือ?

22. และผู้ใดยอมนอบน้อมใบหน้าของเขายังอัลลอฮฺ โดยที่เขาเป็นผู้กระทำดี (*1*) แน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว (*2*) และบั้นปลายของกิจการทั้งหลายย่อมกลับไปหาอัลลอฮฺ

(1)  คือยอมเชื่อฟังและปฏิบัติตามข้อใช้ข้อห้ามของอัลลอฮฺ มีเจตนาที่จริงใจในการทำอิบาดะฮฺต่อพระองค์และเป็นผู้มีศรัทธาอย่างแท้จริง
(2)  คือเขาได้ยึดมั่นในแนวทางที่ถูกต้องไว้แล้ว

23. และผู้ใดปฏิเสธศรัทธา ก็อย่าให้การปฏิเสธศรัทธาของเขาทำให้เจ้าเศร้าโศกเสียใจ (*1*) และยังเรานั้นคือทางกลับของพวกเขา ดังนั้น เราจะบอกแก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ (*2*) แท้จริง อัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอก (*3*)

(1)  เป็นการปลอบใจท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม คือเจ้าอย่าห่วงใยต่อการปฏิเสธศรัทธาของผู้ปฏิเสธศรัทธา และการหลงทางของผู้หลงทาง เจ้าอย่าเสียใจเพื่อพวกเขาเลย เพราะเราจะลงโทษพวกเขาอย่างสาสมไม่ช้าก็เร็ว
(2)  ในโลกดุนยา
(3)  คือทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในจิตใจของพวกเขา เช่น เล่ห์กล การปฏิเสธศรัทธา และการโป้ปดมดเท็จแล้วพระองค์ก็จะทรงตอบแทนพวกเขาอย่างสาสม

24. เราจะให้เวลาพวกเขาสนุกสนานกันเพียงเล็กน้อย (*1*) แล้วเราจะไล่ต้อนพวกเขาสู่การลงโทษที่รุนแรง (*2*)

(1)  คือประวิงเวลาให้พวกเขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ในระยะเวลาเพียงเล็กน้อย เพื่อให้พวกเขาสนุกร่าเริงกัน
(2)  ในวันอาคิเราะฮฺพวกเขาจะได้รับการลงโทษแห่งไฟนรกที่รุนแรงที่สุด

25. และถ้าเจ้าถามพวกเขา “ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน” แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า “อัลลอฮฺ” จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ” (*1*) แต่ทว่าส่วนมากของพวกเขาไม่รู้ (*2*)

(1)  คือหลักฐานได้ปรากฏเป็นที่แจ้งชัดแก่พวกท่าน และหลักฐานแห่งการอีมานก็ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาแล้ว
(2)  แต่ว่าส่วนมากของพวกมุชริกีนไม่คิดและใคร่ครวญ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้

26. สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ (*1*) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นคือ ผู้ทรงพอเพียงจากสิ่งทั้งหลาย (*2*) ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ

(1)  เป็นสิทธิเด็ดขาดเฉพาะพระองค์สิ่งที่อยู่ในสากลจักรวาล โดยอำนาจ การสร้าง และการบริหาร
(2)  ทรงพอเพียงจากปวงบ่าวของพระองค์และการอิบาดะฮฺของพวกเขา

27. และหากว่าต้นไม้ทั้งหมดที่มีอยู่ในแผ่นดินเป็นปากกาหลาย ๆ ด้าม และมหาสมุทร (เป็นน้ำหมึก) มีสำรองไว้อีกเจ็ดมหาสมุทรพจนารถของอัลลอฮฺก็จะยังไม่หมดสิ้นไป (*1*) แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ

(1)  คือทำให้มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลและอีกเจ็ดมหาสมุทรเป็นน้ำหมึก เพื่อที่จะบันทึกพจนารถของอัลลอฮฺที่ชี้บ่งถึงความยิ่งใหญ่ คุณลักษณะ และความทรงเกียรติของพระองค์ พจนารถของอัลลอฮฺก็ยังไม่หมดเพราะต้นไม้และมหาสมุทรย่อมจะมีวันสิ้นสุด แต่พจนารถของอัลลอฮฺนั้นไม่มีที่สิ้นสุด

28. การบังเกิดของพวกเจ้าและการฟื้นคืนชีพของพวกเจ้า มิใช่อื่นใดนอกจากเสมือนชีวิตเดียว (*2*) แท้จริง อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงเห็น

(1)  เพราะเมื่อพระองค์ทรงประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็จะกล่าวแก่มันว่า “จงเป็น” แล้วมันก็จะเป็นขึ้นมาคือในการสร้างหรือในการให้บังเกิดและการให้ฟื้นคืนชีพนั้น ไม่เป็นที่ลำบากยากเย็นแก่พระองค์เลย

29. เจ้ามิเห็นดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺทรงให้กลางคืนคาบเกี่ยวเข้าไปในเวลากลางวัน และทรงให้กลางวันคาบเกี่ยวเข้าไปในเวลากลางคืน (*1*) และทรงสร้างให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ (เป็นประโยชน์แก่มนุษย์) ทุกสิ่งโคจรไปตามวาระที่กำหนดไว้ (*2*) และแท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ดียิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ

(1)  และทรงยืดและหดกลางวันและกลางคืนให้เป็นไปตามฮิกมะฮฺเก่าแก่ดั้งเดิมของพระองค์
(2)  คือทรงให้มันขึ้นและตกตามกำหนดเวลาของมัน และมันจะโคจรไปตามวาระของมันจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งสิ้น

30. นั่นเพราะว่าอัลลอฮฺนั้น พระองค์คือผู้ทรงสัจจะ (*1*) และเพราะว่าสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้นเป็นเท็จ (*2*)

(1)  คือสิ่งที่พวกเจ้าพบเห็นมันจากความมหัศจรรย์ในการสร้าง ความทึ่งในเดชานุภาพของพระองค์นั้นก็เพื่อเป็นการยืนยันว่าอัลลอฮฺนั้นเป็นพระเจ้าที่แท้จริง ที่จำเป็นจะได้รับการภักดีแต่เพียงพระองค์เดียว
(2)  และทุกสิ่งที่ถูกเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮฺ เช่น รูปปั้นก็ดี เจว็ดก็ดี เป็นของเท็จ มิใช่ของแท้จริง

31. เจ้ามิเห็นดอกหรือว่า เรือนั้นแล่นไปตามท้องทะเลเนื่องด้วยความโปรดปรานของอัลลอฮฺ (*1*) เพื่อพระองค์จะให้พวกเจ้าได้เห็นสัญญาณต่าง ๆ ของพระองค์ (*2*) แท้จริงในการนั้นย่อมเป็นสัญญาณแก่ผู้อดทนผู้ขอบคุณทุกคน (*3*)

(1)  เป็นการเตือนให้รำลึกถึงนิอฺมะฮฺอีกอย่างหนึ่ง คือเรือเดินสมุทรที่แล่นไปตามท้องทะเลจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง ด้วยเดชานุภาพของอัลลอฮฺนั้น ก็เพื่ออำนวยคุณประโยชน์และเป็นความเมตตาปรานีของพระองค์ต่อมนุษย์ในการดำเนินชีวิต
(2)  คือความมหัศจรรย์ในการสร้าง หลักฐานแห่งเดชานุภาพและความเป็นเอกะของพระองค์
(3)  คือเป็นผู้อดทนในยามทุกข์ยาก เป็นผู้ขอบคุณพระองค์ในยามมีความสุข

32. และเมื่อลูกคลื่นซัดมาท่วมมิดตัวพวกเขาคล้ายฝาที่ครอบคลุม พวกเขาก็วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ (*4*) ครั้นเมื่อพระองค์ได้ช่วยให้พวกเขาได้ขึ้นบกในหมู่พวกเขามีผู้อยู่ในสายกลาง (*5*) และไม่มีผู้ปฏิเสธสัญญาณต่าง ๆ ของเรา นอกจากทุกผู้ทรยศผู้เนรคุณ

(1)  คือวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺด้วยความบริสุทธิ์ เมื่อพวกเขารู้ว่าไม่มีทางรอดแก่พวกเขาแล้วนอกจากพระองค์
(2)  คืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นผู้อยู่ในสายกลาง กล่าวคือเป็นผู้รำลึกถึงและขอบคุณพระองค์

33. โอ้มนุษย์เอ๋ย พวกเจ้าจงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าเถิด (*1*) และจงกลัววันหนึ่งที่พ่อไม่อาจจะช่วยลูกของเขาได้ และลูกก็ไม่อาจจะช่วยพ่อของเขาได้แต่อย่างใด (*2*) แท้จริงสัญญาของอัลลอฮฺนั้นเป็นความจริง ดังนั้นอย่าให้การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ล่อลวงพวกเจ้า (*3*) และอย่าให้หัวหน้าพวกล่อลวง (ชัยฏอน) มาหลอกลวงพวกเจ้าเกี่ยวกับอัลลอฮฺเป็นอันขาด (*4*)

(1)  คือยำเกรงพระองค์ด้วยการปฏิบัติตามข้อใช้ และปลีกตัวออกจากข้อห้ามของพระองค์
(2)  การขอความช่วยเหลือและการอ้อนวอนจะไม่เกิดประโยชน์อันใด นอกจากการงานที่ดีที่เขาได้กระทำไว้ในโลกดุนยาเท่านั้น
(3)  ด้วยการหลงไหลเคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งยั่วยวนต่าง ๆ แล้วพวกเจ้าก็ยอมสยบแก่มัน
(4)  คืออย่าให้อิบลิสและบริวารของมันมาหลอกลวงพวกเจ้า เพราะมันได้ล่อลวงมัคลู๊กมามากต่อมากแล้วด้วยเล่ห์กลต่าง ๆ นานา และทำให้พวกเขาหลงลืมโลกอาคิเราะฮฺ

34. แท้จริงอัลลอฮฺนั้น ความรู้แห่งวันอวสานมีอยู่ ณ ที่พระองค์ (*3*) และพระองค์ทรงประทานฝนลงมาและพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในมดลูก และไม่มีชีวิตใดรู้ว่า ณ แผ่นดินใดมันจะตาย (*4*)

(1)  คือกุญแจแห่งสิ่งเร้นลับที่อัลลอฮฺทรงรู้เฉพาะพระองค์ มีอยู่ 5 อย่าง ดังรายงานจากหะดีษที่ว่า“กุญแจแห่งสิ่งเร้นลับมี 5 อย่าง ไม่มีผู้ใดรู้สิ่งดังกล่าวนั้นนอกจากอัลลอฮฺ แล้วท่านก็อ่านอายะฮฺนี้......”
(2)  สิ่งเร้นลับทั้ง 5 นั้นคือ1. เวลาแห่งวันอวสาน2. เวลาแห่งสถานที่ที่ฝนจะตก3. ทารกที่อยู่ในมดลูกเพศชายหรือหญิง มีทุกข์หรือมีสุข4. สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ และสิ่งที่จะปฏิบัติเป็นความดีหรือความชั่ว5. สถานที่ที่มนุษย์แต่ละคนจะตาย และจะฝังที่ไหน

[ 1] [2]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved