ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


8. ซูเราะฮฺ อัล-อันฟาล (Al-Anfal)
ความหมายโดยสรุป
ซูเราะฮ์ อัล-อัมฟาล ซูเราะฮ์นี้ มี 75 อายะฮ์ ถูกประทานลงมาหลังจาก ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ เป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ นอกจากนี้ อายะฮ์ที่ 30-36 เท่านั้นเป็นมักกียะฮ์


1. พวกเขาจะถามเจ้า (*1*) เกี่ยวกับบรรดาทรัพย์สินเชลย (*2*) "จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า บรรดาทรัพย์สินเชลยนั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺและของร่อซูล ดังนั้นพวกท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และจงปรับปรุงความสัมพันธ์ (*3*) ระหว่างพวกท่านเถิดหากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธา”

(1)  คือท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
(2)  คือทรัพย์สินเชลยที่ริบได้ในสงครามบะดัร ซึ่งทรัพย์เชลยแรกในอิสลาม กล่าวคือพวกเขาต้องการทราบว่าทรัพย์เชลยเป็นสิทธิของใคร?
(3)  คือปรับปรุงให้มีความเข้าใจดีต่อกัน และรักใครกัน

2. “แท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น คือ ผู้ที่เมื่ออัลลอฮฺถูกกล่าวขึ้นแล้ว หัวใจของพวกเขาก็หวั่นเกรง และเมื่อบรรดาโองการของพระองค์ถูกอ่านแก่พวกเขา โองการเหล่านั้นก็เพิ่มพูนความศรัทธาแก่พวกเขา และแด่พระเจ้าของพวกเขานั้น พวกเขามอบหมายกัน”

3. “คือบรรดาผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา พวกเขาก็บริจาค”

4. “ชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือ ผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง โดยที่พวกเขาจะได้รับหลายชั้น(*1*) ณ พระเจ้าของพวกเขา และจะได้รับการอภัยโทษและปัจจัยยังชีพอันมากมาย(*2*)”

(1)  คือได้รับเกียรติหลายชั้น
(2)  คำว่า “กะรีม” นั้นมีความหมายหลายนัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของมัน กล่าวคือ ถ้ามันเป็นคุณศัพท์ของคนก็มีความหมายว่า “ใจบุญ” ถ้าเป็นคุณศัพท์ของคำพูดก็มีความหมายว่า “อ่อนหวาน” และถ้าเป็นคุณศัพท์ของปัจจัยยังชีพก็หมายถึง “มากมาย” ดังปรากฏในอายะฮ์นี้เป็นต้น

5. “เช่นเดียวกับที่พระเจ้าของเจ้าให้เจ้าออกไปจากบ้านของเจ้า(*1*) เนื่องด้วยความจริง(*2*) และแท้จริงกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ศรัทธานั้นรังเกียจ(*3*)

(1)  ข้อความนี้เป็นข้อเปรียบเทียบกับเรื่องที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ทรัพย์เชลยที่ริบมาได้นั้นท่านมีสิทธิที่จะแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ท่านเห็นว่าสมควรจะได้ แต่ก็ไม่เป็นที่พอใจของบรรดาสาวกบางกลุ่ม พวกเขาจึงใครถามท่านนะบีว่า ทรัพย์เชลยนั้นเป็นสิทธิของใคร และอัลลอฮฺก็ทรงให้ท่านนะบีตอบว่าเป็นสิทธิของอัลลอฮฺและร่อซูล การที่พวกเขาไม่พอใจในการที่ท่านแบ่งทรัพย์เชลยนั้น เช่นเนดียวกับที่พวกเขาไม่พอใจที่อัลลอฮฺทรงให้ท่านนะบีนำพวกเขาออกไปเพื่อตัดกำลังฝ่ายศัตรูแล้วเกิดการสู้รบกับฝ่ายศสัตรูที่บะดัร
(2)  คือเนื่องด้วยศาสนาอันเป็นความจริงที่ท่านนะบีจะต้องพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ปฏิเสธศรัทธา
(3)  คือรังเกียจที่จะทำการสู้รบกับฝ่ายศัตรู

6. “พวกเขาโต้เถียงกับเจ้าในความจริง(*1*)หลังจากที่มันได้ประจักษ์ขึ้น(*2*) ประหนึ่งว่าพวกเขาดูถูกต้อนไปสู่ความตายโดยที่พวกเขากำลังมองดูกันอยู่(*3*)”

(1)  หมายถึงการที่จะสู้รบกับฝ่ายศัตรู
(2)  คือหลังจากที่การสู้รบนั้นได้ประจันหน้ากันแล้วทั้งสองฝ่าย
(3)  คือมองดูความตายกันอยู่

7. “และจงรำลึกขณะที่อัลลอฮฺได้ทรงสัญญาไว้แก่พวกเจ้า ซึ่งหนึ่งในสองกลุ่ม(*1*)ว่า มันเป็นของพวกเจ้า และพวกเจ้าชอบที่จะให้กลุ่มที่ไม่มีกำลังอาวุธนั้นเป็นของพวกเจ้า แต่อัลลอฮฺทรงต้องการให้ความจริง(*2*) ประจักษ์เป็นจริงขึ้นด้วยพจนารถของพระองค์(*3*) และจะทรงตัดขาดซึ่งคนสุดท้าย(*4*)ของผู้ปฏิเสธทั้งหลาย”

(1)  คือกลุ่มหนึ่งเป็นกองคาราวานที่นำสินค้ามาจากประเทศชามมีจำนวน 40 คน ไม่มีอาวุธคุ้มกัน โดยมีอบูซุฟยานเป็นผู้นำ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกำลังทหารที่มีอาวุธครบมือ ซึ่งเดินทางมาจากมักกะฮ์จำนวน 1,000 คน มีอบูญะฮัลเป็นผู้นำ ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองกองคาราวาน
(2)  คือให้ศาสนาของพระองค์เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วหน้ากันว่าเป็นความจริงที่มาจากพระองค์
(3)  คือด้วยการปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์
(4)  คือทำลายพวกเขาจนกระทั่งคนสุดท้าย

8. เพื่อพระองค์จะทรงให้สิ่งที่เป็นจริง(*1*)ได้ประจักษ์เป็นความจริง และให้สิ่งเท็จ(*2*) ได้ประจักษ์เป็นสิ่งเท็จ และแม้ว่าบรรดาผู้กระทำความผิด(*3*)ไม่พอใจก็ตาม”

(1)  คือให้ศาสนาอิสลามที่ให้เอกภาพแด่พระองค์เป็นที่ยอมรับว่าเป็นความจริง
(2)  คือให้การสักการะเจว็ดได้ประจักษ์เป็นเท็จ
(3)  หมายถึงพวกมุชริก

9. “จงรำลึกขณะที่พวกเจ้าขอความช่วยเหลือยามคับขนต่อพระเจ้าของเจ้า แล้วพระองค์ก็ได้ทรงรับสนองแก่พวกเจ้าว่า แท้จริงข้าจะช่วยพวกเจ้าด้วยมลาอิกะฮ์หนึ่งพันตน โดยทยอยกันลงมา”

10. “และอัลลอฮฺนั้นมิได้ทรงให้มัน(*1*)มีขึ้นนอกจากเป็นข่าวดี(*2*)เท่านั้น และเพื่อว่าหัวใจของพวกเจ้าจะได้สงบขึ้นด้วยสิ่งนั้น(*3*) และไม่มีการช่วยเหลือ นอกจากที่มาจากที่อัลลอฮฺเท่านั้น แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ”

(1)  หมายถึงการช่วยเหลืออันได้แก่มลาอิกะฮ์
(2)  คือข่าวดีที่ทำให้มั่นใจว่าอยู่ในความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ
(3)  คือด้วยการช่วยเหลือนั้น

11. “จงรำลึกขณะที่พระองค์ทรงให้มีการงีบหลับครอบงำพวกเจ้า(*1*) ด้วยความปลอดภัยจากพระองค์ และทรงให้น้ำลงมาแก่พวกเจ้า(*2*) จากฟากฟ้าเพื่อทรงชำระพวกเจ้า(*3*) ด้วยน้ำนั้น และทรงให้หมดไปจากพวกเจ้าซึ่งความโสมม(*4*)ของชัยฏอน และเพื่อที่จะทรงผูกหัวใจ(*5*)ของพวกเจ้า และทรงให้เท้ามั่นคง(*6*)ด้วยน้ำนั้น”

(1)  คือให้พวกเขางีบหลับเพื่อให้ได้มาซึ่งกำลังวังชาทั้ง ๆที่อยู่ในระหว่างการสู้รบกัน
(2)  คือในขณะที่กำลังขาดแคลนน้ำ อันเป็นช่วงที่ชัยฏอนกำลังจูงใจให้เกิดความท้อถอย แล้วพวกเขาก็มีน้ำใช้อย่างพอเพียง
(3)  คือชำระสิ่งสกปรก และเหงื่อไคลให้หมดจากพวกเขา
(4)  หมายถึงการจูงใจของชัยฏอนให้เกิดความท้อถอย
(5)  หมายถึงทำให้หัวใจหนักแน่นไม่หวั่นไหวในการต่อสู้
(6)  คือสามารถยืนบนทรายด้วยความมั่นคง เนื่องจากน้ำฝนช่วยให้ทรายแน่นตัวไม่หล่น

12. “จงรำลึกขณะที่พระเจ้าของเจ้าประทานโองการแก่มลาอิกะฮ์(*1*) ว่า แท้จริงข้านั้นร่วมอยู่กับพวกเจ้าด้วย ดังนั้นพวกเจ้าจงทำให้บรรดาผู้ศรัทธามั่นคง(*2*)เถิด ข้าจะโยน(*3*)ความกลัวเข้าไปในหัวใจของบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา แล้วพวกเจ้าจงฟันลงบนก้านคอ และจงฟันทุก ๆ ส่วนปลายของนิ้วมือ(*4*)จากพวกเขา”

(1)  คือมลาอิกะฮ์ที่อัลลอฮฺส่งมาสนับสนุนฝ่ายท่านนะบีที่บะดัร
(2)  คือให้มีความเชื่อมั่นในชัยชนะและยืนหยัดต่อสู้อย่างมั่นคง
(3)  หมายถึงทำให้ความกลับเข้าไปในหัวใจ และการที่ใช้คำว่าโยนนั้นเป็นการเปรียบประหนึ่งว่าความกลัวนั้นเป็นวัตถุหยิบโยนได้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ฟังมองเห็นเป็นภาพพจน์
(4)  รวมถึงหลายนิ้วเท้าด้วย

13. “นั่นก็เพราะว่าพวกเขาฝ่าฝืนและต่อต้านอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ และผู้ใดฝ่าฝืนและต่อต้านอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์แล้ว แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ”

14. “นั่นแหละ(*1*) พวกเจ้าจงลิ้มรสมันเถิด และแท้จริงสำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น คือ การลงโทษแห่งไฟนรก”

(1)  คือเช่นนั้นแหละคือการลงโทษของพระองค์

15. “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! เมื่อพวกเจ้าพบบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาเคลื่อน(*1*)มา พวกเจ้าจงอย่าหันหลังหนีพวกเขา

(1)  คือเคลื่อนกำลังรบมาประชิด

16. “และใครที่หัสหลังของเขาหนีพวกเขา(*1*)ในวันนั้น(*2*)ยกเว้นผู้ที่เปลี่ยนที่เพื่อทำการสู้รบหรือผู้ที่ไปร่วมกับอีกกลุ่มหนึ่ง(*3*)เท่านั้นแน่นอน(*4*) เขาย่อมนำความกริ้วโกรธจากอัลลอฮฺกลับไป และที่อยู่ของเขานั้นคือญะฮันนัม และเป็นที่กลับไปที่เลวร้าย”

(1)  คือพวกศัตรู
(2)  คือวันที่เคลื่อนกำลังรบเข้ามาประชิด
(3)  เพื่อเสริมกำลังในการสู้รบ
(4)  คือถ้าเขาหันหลังหนีศัตรูแล้ว แน่นอนเขาย่อมนำความกริ้วจากอัลลอฮฺกลับไป

17. “พวกเจ้ามิได้ฆ่า(*1*)พวกเขา แต่ทว่า อัลลอฮฺต่างหากที่ทรงฆ่าพวกเขา และเจ้ามิได้ขว้างดอก ขณะที่เจ้าขว้าง(*2*) แต่ทว่าอัลลอฮฺต่างหากที่ข้างและเพื่อว่าพระองค์จะทรงทดสอบบรรดาผู้ศรัทธาอย่างดีงามจากพระองค์(*3*) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงได้ยินทรงรอบรู้

(1)  คือมิได้ฆ่าพวกเขาด้วยความสามารถของพวกเจ้าเอง เพราะกำลังของพวกเจ้าน้อยกว่า แต่ที่พวกเจ้าฆ่าพวกเขาได้นั้นด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ ดังนั้นจึงถือว่าผู้ที่ฆ่าพวกเขาที่แท้จริงนั้นคืออัลลอฮฺ
(2)  คือขณะที่ท่านนะบีหยิบทรายขว้างไปยังฝ่ายศัตรูนั้น กำลังขว้างของท่านไม่อยู่ในฐานะที่จะทำให้ทรายไปเข้าหน้าเข้าตาพวกมันได้แต่ที่ทรายไปเข้าหน้าเข้าตาพวกเขานั้น ด้วยกำลังของอัลลอฮฺนั้นเอง ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าพระองค์เป็นผู้ขว้าง
(3)  การทดสอบอย่างดีงามนั้น หมายถึงทดสอบเพื่อจะให้ได้รับรางวัลอันดีงามจากพระองค์

18. นั่นแหละ(*1*) และแท้จริงอัลลอฮฺนั้น คือผู้ทำให้อ่อนแอ(*2*) ซึ่งอุบายของผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย”

(1)  คือนั่นคือการทดสอบอย่างดีงามจากอัลลอฮฺ
(2)  คือทำให้อุบายของพวกเขาหมดประสิทธิภาพที่จะเอาชนะท่านนะบี และบรรดาผู้ศรัทธษทั้งหลายได้

19. “หากพวกเจ้าขอให้มีการชี้ขาด(*1*) แน่นอนการชี้ขาดนั้นก็ได้มายังพวกเจ้าแล้ว(*2*) และถ้าหากพวกเจ้าหยุดยั้ง(*3*) มันก็เป็นการดีแก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้ากลับ (ทำการรุกรานอีก) เราก็จะกลับ (ช่วยเหลือให้พวกเจ้าแพ้อีก) พรรคพวกของเจ้านั้นไม่สามารถที่จะอำนวยประโยชน์ย่างใดให้แก่พวกเจ้า(*4*)ได้เลย และแม้ว่าพวกเขาจะมากมายก็ตามและแท้จริงอัลลอฮฺนั้น อยู่ร่วม(*5*)กับผู้ศรัทธาทั้งหลาย”

(1)  คือฝ่ายมุชริกขอให้อัลลอฮฺชี้ขาดว่าฝ่ายพวกเขาหรือฝ่ายท่านนะบีเป็นฝ่ายผิด
(2)  คือชี้ขาดให้ฝ่ายท่านนะบีเป็นฝ่ายถูกโดยให้เป็นฝ่ายชนะพวกเขา
(3)  คือหยุดยั้งการเป็นศัตรูต่อท่านนะบี และศรัทธาต่อท่าน
(4)  คือไม่สามารถที่จะช่วยให้พวกเจ้าชนะได้ และขณะเดียวกันก็ไม่สามารถจะช่วยให้พวกเจ้านั้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺได้
(5)  คือให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาผู้ศรัทธาประนึ่งว่าพระองค์ทรงร่วมอยู่ด้วยกับพวกเขา

20. “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์เถิด และจงอย่าได้ผินหลังให้แก่เขา(*1*) ขณะที่พวกเจ้าฟังกันอยู่”(*2*)

(1)  หมายถึงนะบีมุฮัมมัด
(2)  คือฟังคำแนะนำชี้แจงของท่านและฟังโองการของอัลลอฮฺ

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved