ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


73. ซูเราะฮฺ อัลมุซซัมมิล (Al-Muzzammil)


1. โอ้ ผู้คลุมกายอยู่เอ๋ย ! (*1*)

(1)  อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงเรียกนะบีของพระองค์มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นการเตือนท่านให้รำลึกถึงชั่วโมงแห่งความสุข ซึ่งท่านได้พบกับวะฮียฺเป็นครั้งแรก แล้วท่านได้กลับบ้านเพราะความกลัวจนตัวสั่น และให้นางค่อดียะฮฺห่มผ้าโดยกล่าวว่า โปรดคลุมกายให้ฉันด้วย พระองค์ทรงกล่าวแก่ท่านว่า โอ้ผู้ที่คลุมกายเอ๋ย จงลุกขึ้นเพื่อทำการละหมาดในเวลากลางคืนเป็นเวลาครึ่งคืน หรือน้อยกว่านั้นคือหนึ่งในสามาหรือมากกว่านั้น คือสองในสามของกลางคืนและในขณะการยืนละหมาดของเจ้าจงอ่านอัลกุรอานช้า ๆ เป็นจังหวะชัดถ้อยชัดคำ เพื่อที่จะได้ช่วยให้เจ้ามีความเข้าใจ และใคร่ครวญอัลกุรอาน

2. จงยืนขึ้น (ละหมาด) เวลากลางคืน เว้นแต่เพียงเล็กน้อย (ไม่ใช่ตลอดคืน)

3. ครึ่งหนึ่งของเวลากลางคืน หรือน้อยกว่านั้นเพียงเล็กน้อย

4. หรือมากกว่านั้น และจงอ่านอัลกุรอานช้า ๆ เป็นจังหวะ (ชัดถ้อยชัดคำ)

5. แท้จริงเราจะประทานวจนะ (วะฮียฺ) อันหนักหน่วงแก่เจ้า

6. แท้จริงการตื่นขึ้นในเวลากลางคืนนั้นเป็นเวลาที่ประทับใจยิ่งและเป็นการอ่านที่ชัดเจนยิ่ง

7. แท้จริงสำหรับเจ้านั้นในเวลากลางวันมีภารกิจมากมาย (*1*)

(1)  อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงเรียกนะบีของพระองค์มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เป็นการเตือนท่านให้รำลึกถึงชั่วโมงแห่งความสุข ซึ่งท่านได้พบกับวะฮียฺเป็นครั้งแรก แล้วท่านได้กลับบ้านเพราะความกลัวจนตัวสั่น และให้นางค่อดียะฮฺห่มผ้าโดยกล่าวว่า โปรดคลุมกายให้ฉันด้วย พระองค์ทรงกล่าวแก่ท่านว่า โอ้ผู้ที่คลุมกายอยู่เอ๋ย จงลุกขึ้นเพื่อทำการละหมาดในเวลากลางคืนเป็นเวลาครึ่งคืน หรือน้อยกว่านั้นคือหนึ่งในสามหรือมากกว่านั้น คือสองในสามของกลางคืนและในขณะการยืนละหมาดของเจ้าจงอ่านอัลกุรอานช้า ๆ เป็นจังหวะชัดถ้อยชัดคำ เพื่อที่จะได้ช่วยให้เจ้ามีความเข้าใจ และใคร่ครวญอัลกุรอาน

8. และจงรำลึกถึงพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้า และจงตั้งจิตมั่นต่อพระองค์อย่างเคร่งครัด

9. พระเจ้าแห่งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ดังนั้นจงยึดพระองค์ให้เป็นผู้คุ้มครองเถิด (*1*)

(1)  อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงแจ้งแก่ท่านนะบีว่า พระองค์จะประทานอัลกุรอาน ซึ่งจะเป็นที่หนักหน่วงแก่เจ้า เพราะอัลกุรอานนั้นประมวลนั้นประมวลไว้ด้วยข้อบัญญัติต่าง ๆ ทั้งที่เป็นทั้งฟัรฏ และวาญิบเพื่อจะทำให้จิตใจหนักแน่นในอันที่จะเตรียมไว้รับการแบกภาระในบทบัญญัติเหล่านั้นทั้งที่เป็นวิชาความรู้ การปฏิบัติและการเร

10. และจงอดทนต่อสิ่งที่พวกเขากล่าวร้ายและจงแยกตัวออกจากพวกเขาด้วยการแยกตัวอย่างสุภาพ

11. และจงปล่อยข้ากับบรรดาผู้ปฏิเสธผู้สำราญ และจงผ่อนผันให้แก่พวกเขาสักเล็กน้อย (*1*)

(1)  คือจงอดทนต่อการกล่าวร้ายของพวกมุชริกีนที่กล่าวหาว่าเจ้าเป็นมายากล เป็นกวีและเป็นคนบ้าจงปลีกตัวให้ห่างไปจากพวกเขาและอย่าโต้ตอบพวกเขาด้วยการทำร้ายและการด่าทอ และจงปล่อยข้ากับพวกมุชริกีนเจ้าสำราญเหล่านั้นโดยให้เวลากับพวกเขาสักเล็กน้อย ข้าจะคุ้มครองเจ้าให้พ้นจากความชั่วร้ายของพวกเขา และพวกเขาจะประสบความพินาศในสงครามบัดรฺ โดยน้ำมือของบรรดามุอฺมิน

12. แท้จริง ณ ที่เรานั้นมีตรวนและกองไฟลุกโชน

13. และอาหารที่ติดลำคอและการลงโทษอันเจ็บปวด (*1*)

(1)  สำหรับพวกเขาเหล่านั้นในวันอาคิเราะฮฺเราได้เตรียมตรวนใหญ่หนักไว้สำหรับล่ามพวกเขาและกองไฟลุกโชนคือ นรกญะฮันนัม และอาหารมีกลิ่นเหม็นเวลากินเข้าไปติดอยู่ที่ลำคอ คือต้นซักกูม และน้ำเลือดน้ำหนอง และการลงโทษอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส

14. วันที่แผ่นดินและภูเขาจะสั่นสะเทือนและภูเขาจะกลายเป็นกองทรายไหลพรู

15. แท้จริงเราได้ส่งร่อซูลคนหนึ่งไปยังพวกเจ้า เพื่อเป็นพยานต่อพวกเจ้า ดังที่เราได้ส่งร่อซูลคนหนึ่งไปยังฟิรเอานฺ (*1*)

(1)  อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกล่าวถึงเวลาแห่งการลงโทษคือวันที่แผ่นดิน และภูเขาจะสั่นสะเทือนอย่างหนัก นั่นคือวันกิยามะฮฺ ภูเขาซึ่งเคยแข็งแกร่งก็จะกลายเป็นกองทรายไหลกระจาย โอ้ชาวมักกะฮฺเอ๋ย ! เราได้ส่งมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มายังพวกเจ้าเพื่อเป็นพยานต่อการกระทำต่าง ๆ ของพวกเจ้า เช่นการปฏิเสธศรัทธาและดื้อรั้นฝ่าฝืนของพวกเจ้าเสมือนกับที่เราได้ส่งมูซา อิบนฺ อิมรอน ได้ยังฟิรเอานฺ ผู้ละเมิดหยิ่งยะโส

16. แต่ฟิรเอานฺได้ฝ่าฝืนร่อซูลคนนั้น ดังนั้นเราจึงได้ลงโทษเขาด้วยการลงโทษอย่างหนักหน่วง

17. ถ้าพวกเจ้าปฏิเสธ ดังนั้นพวกเจ้าจะปกป้องตนเองต่อวันนั้นได้อย่างไรเล่า ซึ่งจะทำให้เด็กๆ กลายเป็นแก่ (มีผมสีขาวเพราะความตกใจกลัว) (*1*)

(1)  ต่อมาเมื่อฟิรเอานฺ ได้ปฏิเสธศรัทธาต่อมูซาเช่นเดียวกับพวกเจ้า โอ้ชาวกุเรชเอ๋ย! ได้ปฏิเสธศรัทธาต่อมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เราก็ไดทำลายล้างฟิรเอานฺและพวกพ้องของเขาด้วยการให้จมน้ำตาย หากว่าพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธา ไม่ยอมเชื่อถือต่อร่อซูลแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจะไม่ระมัดระวังและไม่กลัวการลงโทษต่อวันอันน่ากลัวนั้นดอกหรือ? ซึ่งความตกใจกลัวนั้นจะทำให้ทุกคนกลายเป็นคนแก่เพราะมีผมกลายเป็นสีขาว

18. (วันนั้น) ชั้นฟ้าจะปริแยกออก และสัญญาของพระองค์จะต้องเกิดขึ้น (อย่างไม่ต้องสงสัย)

19. แท้จริง นี่คือข้อเตือนสติ ดังนั้นผู้ใดประสงค์ก็พึงยึดถือเป็นแนวทางไปสู่พระเจ้าของเขาเถิด (*1*)

(1)  เพราะความน่ากลัวของวันนั้นอีกเช่นเดียวกันพวกเจ้าจะเห็นท้องฟ้าปริแยกออกไปและแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ในวันนั้นอัลลอฮฺ ตะอาลา จะกล่าวแก่อาดัมว่า โอ้อาดัมเอ๋ย! จงส่งลูกหลานของเจ้าไปยังนรกจากทุกหนึ่งพันคน เก้าร้อยเก้าสิบเก้าคน คือจากทุกหนึ่งพันคนเหลือรอดเพียงหนึ่งคนเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้เหตุการณ์ก็ยิ่งทวีความคับขันยิ่งขึ้น และสัญญาของพระองคือที่ว่าวันนี้จะเกิดขึ้น จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น สัญญาณต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมเป็นข้อเตือนสติให้แก่ผู้ที่หลงลืมก่อนที่เวลาจะล่วงเลยไป ดังนั้นตจงยึดถือเป็นแนวทางไปสู่การอีมานและการปฏิบัติความดีเถิดแท้จริงพระเจ้าของเจ้าทรงรู้ดียิ่งว่าเจ้ายืนละหมาดเกือบสองในสามของกลางคืนและ (บางครั้ง) ครึ่งหนึ่งของมันและ (บางครั้ง) หนึ่งในสามของมัน พร้อมกับจำนวนหนึ่งของบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเจ้า (*3*) โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย! แท้จริงพระเจ้าของเจ้าทรงรู้ดียิ่งว่าเจ้านั้นยืนละหมาดตะฮัจญุดพร้อมบรรดาสาวกของเจ้าบางครั้งก็น้อยกว่าสองในสาม บางครั้งก็ครึ่งคืนบางครั้งก็หนึ่งในสามของคืน

20. และอัลลอฮฺทรงกำหนดเวลากลางคืนและกลางวัน พระองค์ทรงรู้ดีว่าพวกเจ้าไม่สามารถที่จะกำหนดเวลาได้ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงผ่อนผันให้แก่พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงอ่านอัลกุรอานตามแต่สะดวกเถิด (*1*) พระองค์ทรงรู้ดีว่า อาจมีบางคนในหมู่พวกเจ้าเป็นคนป่วย และบางคนอื่น ๆ ต้องเดินทางไปดินแดนอื่น เพื่อแสวงหาจากความโปรดปรานของอัลลอฮฺ และบางคนอื่นต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ ดังนั้นพวกเจ้าจงอ่านตามสะดวกจากอัลกุรอานเถิด และจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและจงบริจาคซะกาต (*2*) และจงให้อัลลอฮฺยืมอย่างดีเยี่ยมเถิด และความดีอันใดที่พวกเจ้าได้กระทำไว้เพื่อตัวของพวกเจ้าเองพวกเจ้าก็จะพบมัน ณ ที่อัลลอฮฺ ซึ่งเป็นความดีและผลตอบแทนก็ยิ่งใหญ่กว่า (*3*) ดังนั้นพวกเจ้าจงขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ (*4*)

(1)  ความจริงนั้น อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงรู้กำหนดเวลาอันแน่นอนของกลางคืนและกลางวัน และทรงรู้ดียิ่งถึงสิ่งที่พวกเจ้าทำละหมาดในเวลากลางคืนดึกเงียบสงัดเพื่อหวังความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และทรงรุ้ดีว่าพวกเจ้าไม่สามารพจะยืนละหมาดตลอดคืนหรือส่วนใหญ่ของเวลากลางคืนได้ พระองค์จึงทรงผ่อนผันให้แก่พวกเจ้า คือ ให้พวกเจ้าอ่านอัลกุรอานตามสะดวกเถิด หมายถึงให้ทำละหมาดตะฮัจญุดตามแต่จะสะดวก กล่าวคือหลังจากการละหมาดตะฮัจญุดได้ถูกใช้ให้กระทำเป็นการวาญิบตามนัยแห่งตอนต้นของซูเราะฮฺนี้ ต่อมาพระองค์ทรงผ่อนผันให้ตามนัยแห่งอายะฮฺนี้เป็นซุนนะฮฺ
(2)  เคล็ดลับแห่งการผ่อนผันดังกล่าวนี้คือ พระองค์ทรงรู้ดีว่า บางคนในหมู่พวกเจ้าเป็นคนป่วย บางคนจะออกเดินทางไปตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อค้าขายแสวงหาริซกี และบางคนจะต้องออกไปต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺเพื่อเชิดชูสัจธรรมและเผยแผ่ศาสนา กลุ่มชนทั้งสามดังกล่าวเป็นการยากลำบากแก่พวกเขาที่จะทำละหมาดตะฮัจญุด ดังนั้นอัลลอฮฺจึงทรงผ่อนผันให้แก่พวกเขา และจงดำรงไว้ ซึ่งการละหมาดฟัรฏให้ครบถ้วนยและจงบริจาคซะกาดให้แก่ผู้สมควรจะได้รับให้ครบถ้วนสมบูรณ์
(3)  และจงบริจาคทานไปในทางทำความดีโดยหวังความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ เช่นการบริจาคเพื่อในการต่อญาติ และการต้อนรับแขก นั่นคือการให้อัลลอฮฺขอยืมอย่างดีเยี่ยม ทุกสิ่งที่พวกเจ้ากระทำไป ซึ่งเป็นความดี พวกเจ้าก็จะได้พบผลตอบแทน ณ ที่พระเจ้าของพวกเจ้าในวันกิยามะฮฺอย่างดียิ่งกว่า
(4)  ในตอนท้ายของอายะฮฺ ทรงใช้ให้บรรดาผู้บริจาค จงขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺในทุกสภาพของพวกเจ้า เพราะมนุษย์ย่อมจะมีข้อบกพร่องในการกระทำของเขา เช่นการบริจาคของเขาอาจจะไม่มีความบริสุทธิ์ในในบางครั้งก็ได้เพราะอัลลอฮฺนั้นเป็นยผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาต่อปวงบ่าวที่สำนึกผิดอยู่เสมอ

[1]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved