ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


7. ซูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ (Al-Araf)
ความหมายโดยสรุป
ซูเราะฮ์นี้มี 206 อายะฮ์ เป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ ได้มีรายงานว่า ซูเราะฮ์นี้ถูกประทานลงมาก่อน ซูเราะฮ์อัล-อันอามและเป็นซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาทั้งซูเราะฮ์ เช่นเดียวกับซูเราะฮ์ อัล-อันอาม


1. อะลิฟ ลาม มีม ศอด

2. มีคัมภีร์ฉบับหนึ่ง(*1*) ซึ่งถูกประทานลงมาแก่เจ้า(*2*) ดังนั้นจงอย่าให้ความอึดอัดเนื่องจากคัมภีร์นั้นมีอยู่ในหัวอกของเจ้า ทั้งนี้(*3*)เพื่อเจ้าจะได้ใช้คัมภีร์นั้นตักเตือน(ผู้คน) และเพื่อเป็นข้อเตือนใจ(*4*) แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย

(1)  คืออัล-กุรอาน
(2)  คือท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
(3)  คำว่า “ลิตุนซิเราะ” นั้นตกในตำแหน่ง “มัฟอุลุลลิอัจญะลิฮ์” แต่ที่มาในรูปของกริยานั้นก็เพราะขาดเงื่อนไขบางประการโปรดดูในอัศ-ซอวีย์
(4)  คือเพื่อที่อัล-กุรอานจะได้เป็นข้อเตือนใจแก่บรรดาผู้ศรัทธา กล่าวคือผู้ศรัทธานั้จะต้องอ่านอัล-กรุอานอยู่เสมอ ในการนี้อัล-กุรอานซึ่งเป็นโองการของอัลลอฮ์จะทำการเตือนใจมุมินให้รำลึกถึงหน้าของเขาอยู่เป็นเนืองนิจ

3. พวกเจ้าจงปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้าจากพระเจ้าของพวกเจ้าเถิด และอย่าปฏิบัติตามบรรดาผู้คุ้มครองใดๆ (*1*) อื่นจากพระองค์ ส่วนน้อยจากพวกเจ้าเท่านั้นแหละที่จะรำลึก (*2*)

(1)  ความจริงผู้คุ้มครองนั้นมีองค์เพียงเท่านั้นคืออัลลอฮ์ แต่ด้วยความเขลาของมนุษย์จึงได้ถือเอาสิ่งนั้นบ้างผู้นี้บ้างเป็นผู้คุ้มครองซึ่งเป็นการงมงายและถือเป็นความผิดมหันต์ ด้วยเหตุนี้อัลลอฮ์จึงได้บัญญัติห้ามไว้ และความที่ว่า “จงอย่าปฏิบัติตามบรรดาผู้คุ้มครองใด ๆ“ นั้น คืออย่าได้ปฏิบัติตามกลุ่มชนผู้งมงายที่ยึดถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮ์
(2)  คือรำลึกโองการของอัลลอฮ์ที่ได้ชี้แจงแนวทางที่ถูกต้องให้

4. และกี่เมืองแล้วที่เราได้ทำลายมัน(*1*)โดยที่การลงโทษของเราได้มายังเมืองนั้น ในยามค่ำคืนหรือในขณะที่พวกเขานอนพักผ่อนในเวลาบ่าย

(1)  หมายถึงทำลายชาวเมืองเพราะความดื้อรั้นของพวกเขาที่ไม่ยอมศรัทธาต่อร่อซูลของพระองค์ และคำว่า“กี่เมืองแล้ว” นั้นหมายถึง “มากมายหลายเมืองแล้ว”

5. มิปรากฏว่า พวกเขาวิงวอนขออื่นใดขณะที่การลงโทษของเราได้มายังพวกเขา นอกจากการที่พวกเขากล่าว(สารภาพ)ว่า แท้จริงพวกข้าพระองค์เป็นผู้อธรรม

6. แน่นอนเราจะถามบรรดาผู้ที่ถูกร่อซูลไปยังพวกเขา(*1*) และแน่นอนเราจะถามบรรดาร่อซูลทั้งหลายด้วย(*2*)

(1)  คือถามว่าได้ตอบรับคำเชิญชวนของร่อซูลประการใดบ้าง และเมื่อตอนรับแล้วได้ให้ความสำคัญต่อบัญญัติของอัลลอฮ์อย่างไร
(2)  และถามบรรดาร่อซูลว่าได้ปฏิบัติหน้าที่แห่งการประกาศศาสนาประการใดบ้างและได้ผลอย่างไร ความจริงเรื่องเหล่านี้อยู่ในความรู้ของอัลลอฮ์โดยหมดสิ้นแล้ว ดังนั้นที่พระองค์จะทรงถาม ซึ่งเพื่อมิใช่ต้องการรู้หากแต่เพื่อให้บรรดาร่อซูลและประชาชาติที่ได้รับการเชิญชวนได้ตระไนักถึงหน้าที่ของคน เพราะแต่ละฝ่ายจะต้องถูกสอบสวน

7. แน่นอนเราจะนำความรู้มาเล่าให้พวกเขาฟัง(*1*) และเราไม่เคยหายไปไหน(*2*)

(1)  คือความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างร่อซูลของพระองค์ และประชาชาติที่ถูกเชิญชวนให้ศรัทธา
(2)  คือพระองค์ทรงรู้ทรงเห็นในทุกสิ่งทุกอย่งที่มนุษย์กระทำกันอยู่ประหนึ่งวส่าพระองค์อยู่ร่วมด้วยกแก่ทุกคนโดยมิได้หายไปไหน

8. และการชั่ง(*1*)เป็นความจริงผู้ใดที่ตราชูของเขาหนัก(*2*)ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่ได้รับความสำเร็จ

(1)  คือชั่งความดีและความชั่ว
(2)  หมายถึงมีคุณความดีมาก เนื่องจากศรัทธาต่อนะบีของพระองค์ และปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์

9. และผู้ใดที่ตราชูของเขาเบา(*1*)ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่ก่อความขาดทุนให้แก่ตัวของพวกเขาเอง เนื่องจากการที่พวกเขามิได้ให้ความเป็นธรรมแก่บรรดาโองการของเรา(*2*)

(1)  คือไม่มีความดีที่ควรได้รับการเห็นชอบเนื่องจากเขาปฏิเสธศรัทธา และดำเนินชีวิตไปตามอารมณ์
(2)  คือปฏิเสธโองการของเราด้วยความยะโส ปราศจากการพิจารณาโดยถ่องแท้

10. และแท้จริงนั้น เราได้ให้พวกเจ้ามีที่พำนักอยู่ในแผ่นดิน และเราได้ให้มีขึ้นแก่พวกเจ้า ซึ่งบรรดาเครื่องยังชีพในผืนแผ่นดินนั้น ส่วนน้อยของพวกเจ้าเท่านั้นที่ขอบคุณ

11. และแท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้า(*1*) แล้วเราได้ให้พวกเจ้าเป็นรูปร่าง(*2*)แล้วเราได้กล่าวแก่มลาอิกะฮ์ว่า จงสุยูด(*3*)แก่อาดัมเถิด แล้วพวกเขาก็สุยูดกัน นอกจากอิบลิส(*4*)เท่านั้น มิปรากฏว่ามันอยู่ในหมู่ผู้สุยูด

(1)  หมายถึงนะบีอาดัมเพราะการบังเกิดนะบีอาดัมก็คือการบังเกิดพวกเจ้านั้นเอง เนื่องจากพวกเจ้านั้นมาจากนะบีอาดัม
(2)  คือต่อมาก็ได้ทรงให่พวกเจ้าสืบเชื้อสายจากนะบีอาดัมโดยให้พวกเจ้าเป็นรูปร่างขึ้นในครรภ์ของพระนางเฮาวาอ์ และในครรภ์ของผู้เป็นมารดาสืบต่อมา
(3)  คำว่า “สุยูด” ตามความหมายทางภาษานั้นคือการก้มคำนับเพื่อแสงการเคารพนพนอบ และการกราบลงบนพื้น ในการนี้จึงทำให้มี 2 ทรรศนะด้วยกันคือ ทรรศนะแรกนั้นถือเอาการก้มคำนับ เพราะถือว่าการกราบนั้นจะกระทำแก่เฉพาะอัลลอฮ์เท่านั้น ส่วนอีกทรรศนะหนึ่งถือเอาการกราบลงพื้นโดยให้เหตุผลว่า การกราบนั้นถ้าเป็นคำสั่งของอัลลอฮ์ให้กระทำแก่ผู้ใดก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดแต่อย่างใด
(4)  อิบลิสมิใช่มลาอิกะฮ์ หากแต่เป็นคนหนึ่งจากญิน

12. พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุยูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จาไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน

13. พระองค์ตรัสว่า จงลงจากสวน(*1*)นั้นไปเสีย ไม่สมควรแก่เจ้าที่จะทำโอหังในนั้น จงออกไปให้พ้นแท้จริงเจ้านั้นอยู่ในหมู่ผู้ต่ำต้อย(*2*)

(1)  หมายถึงสวนสวรรค์ที่พระองค์ทรงให้ท่านนะบีอมาดัมพำนักอยู่
(2)  คือเนื่องจาพระองค์จะทรงลงโทษมันที่ขัดคำสั่งของพระองค์

14. มันกล่าวว่า โปรดผ่อนผันข้าพระองค์จนถึงวันที่พวกเขา(*1*)ถูกให้ฟื้นคืนชีพด้วยเถิด

(1)  หมายถึงอาดัมและลูกหลานของท่าน

15. พระองค์ตรัสว่า แท้จริงเจ้าอยู่ในหมู่ผู้ที่ได้รับการผ่อนผัน

16. มันกล่าวว่า ด้วยเหตุที่พระองค์ได้ทรงให้ข้าพระองค์ตกอยู่ในความหลงผิด(*1*) แน่นอนข้าพระองค์จะนั่งขวางกั้นพวกเขา(*2*) ซึ่งทางอันเที่ยงตรงของพระองค์

(1)  คือไม่ทรงอภัยโทษให้แก่มันและขับไล่มันให้ออกจากความกรุณาของพระองค์
(2)  หมายถึงทำหน้าที่ชักนำพวกเขาให้ออกจากทางอันเที่ยงตรงของพระองค์

17. แล้วข้าพระองค์จะมายังพวกเขา จากเบื้องหน้าของพวกเขา และจากเบื้องหลังของพวกเขาและจากเบื้องขวาของพวกเขา และจากเบื้องซ้ายของพวก(*1*)เขา และพระองค์จะไม่พบว่าส่วนมากของพวกเขานั้น เป็นผู้ขอบคุณ

(1)  หมายถึงการที่มันจะใช้เล่ห์เพทุบายทุกอย่างที่จะจูงใจให้มนุษย์กระทำชั่ว อันเป็นการฝ่าฝืนพระเจ้าของเขาหรือปฏิเสธศรัทธาในพระองค์ เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นเชื้อเพลิงแห่งนรกเช่นเดียวกับมัน ทั้งนี้เป็นการแก้แค้นที่ท่านนะบีอาดัมเป็นต้นเหตุให้มันได้รับความกริ้วโกรธจากอัลลอฮ์ ในการที่พระองค์ทรงแจ้งให้มนุษย์ทราบปฏิบัติการของมันนั้นเพื่อว่าพวกเขาจะได้ตระหนักและระวังตัวไว้

18. พระองค์ตรัสว่า จงออกจากสวนนั้น (*1*) ไปในฐานะผู้ถูกติเตียน และถูกขับไล่ ข้าสาบานว่า (*2*) ผู้ใดในหมู่พวกเขาที่ปฏิบัติตามเจ้า ข้าจะบรรจุให้เต็มญะฮันนัมทั้งจากพวกเจ้าด้วยทั้งหมด

(1)  หมายถึง สวนสวรรค์ที่อัลลอฮฺทรงให้นะบีอาดัมและพระของนางเฮาวาอฺพำนักอยู่ ความจริงมันมิได้รับอนุญาตให้เข้าไปอยู่ในสวนนั้น หากแต่มันเล็ดลอดเข้าไปทำการหลอกลวงนะบีอาดัมให้กระทำการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ แล้วพระองค์จึงได้ทรงขับไล่มันออก
(2)  คำว่า “ข้าสาบาน” นี้เป็นความหมายของ “ลาม” ที่อยู่ในคำว่า “ละมัน” เพราะลามนี้อยู่ในตำแหน่งคำสาบาน โปรดดูใน ”อัล-มะรอฆี” และใน “อัศ-ซอวีย์” ทั้งหมด

19. และพระองค์ตรัสว่า อาดัมเอ๋ย ! ทั้งเจ้าและคู่ครองเจ้าจงอยู่ในสวนสวรรค์นั้นเถิด แล้วจงบริโภค ณ ที่ใดก็ได้ที่เจ้าทั้งสองประสงค์และเจ้าทั้งสองอย่าเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนี้(มิเช่นนั้นแล้ว) เจ้าทั้งสองจะกลายเป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้ที่อธรรม

20. แล้วชัยฏอนก็ได้กระซิบกระซาบแก่ทั้งสองนั้น(*1*)เพื่อที่จะเผย แก่เขาทั้งสองซึ่งสิ่งที่ถูกปิดบังแก่เขาทั้งสองไว้(*2*) อันได้แก่สิ่งอันถึงละอาย(*3*)ของเขาทั้งสอง และมันได้กล่าวว่า พระเจ้าของท่านทั้งสองมิได้ทรงหวงห้ามท่านทั้งสอง ซึ่งต้นไม้ต้นนี้(เพราะอื่นใด) นอกจากการที่ท่านทั้งสองจะกลายเป็นมะลาอิกะฮ์(*4*) หรือไม่ก็กลายเป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้ที่ยั่งยืนอยู่ตลอดกาลเท่านั้น(*5*)

(1)  คือการกระซิบกระซาบแก่นะบีอาดัมและพระนางเฮาวาอ์ ทั้งนี้หลังจากที่มันสามารถเข้าไปในสถานที่พำนักของท่านทั้งสอง
(2)  หมายถึงว่าทั้งสองนั้นแม้ว่าจะอยู่ในสภาพเปลือยกาย แต่ก็ไม่รู้สึกมีความละอายแต่อย่างใด เนื่องจากอัลลอฮ์ยังไม่ทรงเผยให้ทั้งสองได้ประจักษ์ซึ่งความละอาย ประหนึ่งว่าสิ่งที่น่าละอายของทั้งสองนั้นถูกปกปิดอยู่
(3)  หมายถึงอวัยวะเพศของทั้งสองอันถือเป็นสิ่งพึงละอาย
(4)  ถือถ้าได้เข้าไปใกล้ต้นนี้และบริโภคผลของมันแล้วท่านทั้งสองก็จะกลายเป็นมลาอิกะฮ์ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่ายินดี
(5)  คือถ้าไม่เป็นมลาอิกะฮ์ก็จะมีชีวิตตลอดกาลโดยไม่มีการตาย ทั้งหมดที่มันกล่าวนั้นเป็นการเสกสรรขึ้นทั้งสิ้น ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ 5] [ 6] [ 7] [ 8] [ 9] [ 10] [ 11] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved