ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


60. ซูเราะฮฺ อัลมุมตะฮินะฮฺ (Al-Mumtahana)


1. โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าอย่าได้คบศัตรูของข้าและศัตรูของพวกเจ้าเป็นมิตรโดยให้ความรักใคร่แก่พวกเขา และทั้ง ๆ ที่พวกเขาปฏิเสธศรัทธาต่อสิ่งที่มีมายังพวกเจ้าคือสัจธรรม พวกเขาขับไล่ร่อซูลและโดยเฉพาะพวกเจ้า เนื่องเพราะพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺพระเจ้าของพวกเจ้า (*1*) หากพวกเจ้าได้เคยออกไปต่อสู้ในแนวทางของข้า และแสวงหาความโปรดปรานของข้า (ดังนั้นพวกเจ้าอย่าได้คบพวกปฏิเสธศรัทธาเป็นมิตรอื่นของข้า) โดยซ่อนความรักใคร่แก่พวกเขาอย่างลับ ๆ และข้ารู้ดียิ่งในสิ่งที่พวกเจ้าปิดบัง และสิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผย และผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากระทำเช่นนั้นแน่นอนเขาได้หลงจากทางอันเที่ยงธรรม (*2*)

(1)  โอ้บรรดาผู้ที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์เอ๋ย พวกเจ้าอย่าได้คบบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ซึ่งพวกเขาเป็นศัตรูของข้าและศัตรูของพวกเจ้าเป็นมิตรและเป็นที่รักใคร่ เพราะสัญลักษณ์ของการอีมานนั้นคือการเกลียดศัตรูของอัลลอฮฺ ไม่รักใคร่และเป็นมิตรกับพวกเขา และโดยที่พวกเขาปฏิเสธศรัทธาต่อศาสนาและอัลกุรอานของพวกเจ้า ซึ่งอัลลอฮฺทรงประทานให้แก่พวกเจ้าด้วยความจริงอย่างชัดแจ้ง พวกเขาได้ขับไล่มุฮัมมัดและบรรดามุอฺมินออกจากนครมักกะฮฺ ด้วยความอธรรมและการเป็นศัตรู เพราะพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺองค์เดียว
(2)  คือส่งข่าวแก่พวกเขาถึงการออกของท่านร่อซูล เพื่อไปปราบพวกเขาโดยทางลับ เพราะข้า(อัลลอฮฺ)รู้ดียิ่งทั้งโดยทางลับและทางเปิดเผยในการกระทำของพวกเจ้าด้วยการให้ความรักใคร่และการส่งข่าวลับของท่านนะบีไปยังพวกเขา การกระทำเช่นนั้นเป็นการหลงทางอย่างชัดแจ้ง

2. หากพวกเขามีสถานะดีกว่าพวกเจ้า พวกเขาก็จะแสดงตัวเป็นศัตรูกับพวกเจ้าและจะยื่นมือของพวกเขาไปยังพวกเจ้า (ทำร้าย) และลิ้นของพวกเขาจะกล่าวร้ายสาปแช่งและพวกเขาใคร่ที่จะให้พวกเจ้าเป็นพวกปฏิเสธศรัทธา (*1*)

(1)  คือถ้าพวกเขาอยู่ในสภาพที่เหนือกว่าพวกเจ้า พวกเขาก็จะเป็นศัตรูกับพวกเจ้าโดยไม่ใยดีต่อการให้ความรักใคร่แก่พวกเขา โดยจะยื่นมือไปทำร้ายพวกเจ้า และกล่าวร้ายสาปแช่งพวกเจ้า และพวกเขาใคร่ที่จะให้พวกท่านเป็นเช่นสภาพของพวกเขาคือปฏิเสธศรัทธา

3. ความสัมพันธ์ทางเครือญาติของพวกเจ้าและลูกหลานของพวกเจ้า จะไม่อำนวยประโยชน์อื่นใดแก่พวกเจ้าในวันกิยามะฮฺ พระองค์จะทรงตัดสินระหว่างพวกเจ้า และอัลลอฮฺทรงสอดส่องในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (*1*)

(1)  บรรดาผู้ที่รักใคร่พวกปฏิเสธศรัทธา เพราะมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เพื่อให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺนั้น มีสาเหตุมาจากการที่ฮาฏิบ อิบนฺ อะบีบัลตะอะฮฺ ได้เขียนหนังสือแจ้งไปยังญาติพี่น้องของเขาที่นครมักกะฮฺ

4. แน่นอนได้มีแบบอย่างอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้วใน (ตัว) อิบรอฮีม และบรรดา (มุอฺมิน) ผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เมื่อพวกเขากล่าวแก่หมู่ชนของพวกเขาว่า แท้จริงพวกเราขอปลีกตัวจากพวกท่านและสิ่งที่พวกท่านเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮฺ เราขอปฏิเสธศรัทธาต่อ (ศาสนาของ) พวกท่าน และการเป็นศัตรูและการเกลียดชังระหว่างพวกเรากับพวกท่านได้ปรากฎขึ้นแล้ว (และจะคงอยู่) ตลอดไปจนกว่าพวกท่านจะศรัทธาต่ออัลลอฮฺองค์เดียว (*1*) นอกจากคำกล่าวของอิบรอฮีมแก่บิดาของเขา (ที่ว่า) แน่นอนฉันจะขออภัยโทษให้แก่ท่านทั้งๆ ที่ฉันไม่มีอำนาจอันใดจะช่วยท่าน (ให้พ้นจากการลงโทษ) จากอัลลอฮฺได้ ข้าแต่พระเจ้าของเราแด่พระองค์ท่านเราขอมอบหมายและยังพระองค์ท่านเท่านั้น เราขอลุแก่โทษ และยังพระองค์ท่านเท่านั้นคือการกลับไป (*2*)

(1)  นักตัฟซีรกล่าวว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงใช้ให้บรรดามุอฺมินยึดถือนะบีอิบรอฮีม อัลค่อลีล และบรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่ร่วมกับเขาเป็นแบบอย่างในการเป็นศัตรูกับพวกมุชริกีน และการปลีกตัวจากพวกเขา ทั้งนี้เพราะการอีมานนั้นจำเป็นต้องคว่ำบาตรและเกลียดชังบรรดาศัตรูของอัลลอฮฺ
(2)  เว้นแต่การกล่าวขออภัยโทษของอิบรอฮีมให้แก่บิดาของเขาที่เป็นมุชริก โดยหวังที่จะให้บิดาของเขาเข้ามารับนับถืออิสลาม และว่าฉันไม่มีอำนาจที่จะช่วยท่านให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺไปได้ ครั้นต่อมาเมื่อเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัดแล้วว่า บิดาของเขาเป็นศัตรูกับอัลลอฮฺ เขาจึงปลีกตัวออกห่างจากบิดาของเขา

5. ข้าแต่พระเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงอย่าให้เราเป็นที่ทดสอบของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ขอพระองค์ทรงโปรดอภัยให้แก่เรา ข้าแต่พระเจ้าของเรา แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ (*1*)

(1)  คืออย่าให้พวกปฏิเสธศรัทธามีอำนาจเหนือพวกเรา แล้วพวกเขาก่อให้เกิดความยุ่งยากแก่ศาสนาของพวกเราโดยเห็นว่าพวกเขาเป็นฝ่ายถูกต้อง

6. โดยแน่นอน ได้มีแบบอย่างอันดีงามในพวกเขาสำหรับพวกเจ้าแล้ว แก่ผู้ที่หวังใน (การตอบแทนของ)อัลลอฮฺและวันสุดท้ายและผู้ใดผินหลังให้ (การศรัทธา) ดังนั้น แท้จริงอัลลอฮฺ คือ ผู้ทรงพอเพียงผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ (*1*)

(1)  คืออิบรอฮีมและบรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่ร่วมกับเขานั้นเป็นแบบอย่างที่ดีในการปลีกตัวออกจากพวกกุฟฟาร แก่บรรดาผู้ที่หวังในการตอบแทนของอัลลอฮฺ และกลัวการลงโทษของพระองค์ในวันอาคิเราะฮฺ และถ้าผู้ใดผินหลังให้โดยไม่ยึดถือแบบอย่างที่ดีดังกล่าวและคบพวกปฏิเสธศรัทธาเป็นมิตรแล้ว อัลลอฮฺก็จะทรงพอเพียงจากการศรัทธาของเขา

7. บางทีอัลลอฮฺจะทรงทำให้เกิดความรักใคร่ระหว่างพวกเจ้ากับบรรดาผู้ที่พวกเจ้าถือเป็นศัตรูในหมู่พวกเขา และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอานุภาพ และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ (*1*)

(1)  บางทีอัลลอฮฺจะทรงทำให้พวกกุฟฟารกุเรชในนครมักกะฮฺเปลี่ยนใจมารับนับถืออิสลาม และเกิดความรักใคร่กับพวกเจ้า และอัลลอฮฺนั้นทรงอานุภาพเช่นนั้น หลังจากการพิชิตเมืองมักกะฮฺ

8. อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม (*1*)

(1)  คืออัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าในการที่จะทำความดีและให้ความยุติธรรมกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา และมิได้ขับไล่บรรดาสตรีและเด็ก ๆ ของพวกเจ้าออกจากบ้านเกิดเมืองนอน

9. แต่ว่าอัลลอฮทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า และช่วยเหลือให้ขับไล่พวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะผูกมิตรกับพวกเขาและผู้ใดผูกมิตรกับพวกเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้อธรรม (*1*)

(1)  อัลลอฮทรงห้ามพวกเจ้ามิให้เป็นมิตรกับบรรดาผู้ที่ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและช่วยเหลือศัตรูให้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเจ้า และถ้าผู้ใดฝ่าฝืนคือผูกมิตรกับพวกเหล่านั้นเขาก็เป็นผู้อธรรมจะได้รับการลงโทษ

10. โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เมื่อบรรดาหญิงผู้ศรัทธาเป็นผู้ลี้ภัยมาหาพวกเจ้า ก็จงสอบสวนพวกนาง อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งในการศรัทธาของพวกนาง ครั้นเมื่อพวกเจ้ารู้ว่าพวกนางเป็นผู้ศรัทธา ก็อย่าได้ส่งพวกนางกลับไปยังพวกปฏิเสธศรัทธา พวกนางมิได้เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา และพวกเขาก็มิได้เป็นที่อนุมัติแก่พวกนาง (*1*) และจงจ่ายคืนให้พวกเขา (สามีเดิมที่เป็นกาเฟร) สิ่งที่พวกเขาได้จ่ายไป (มะฮัร) และไม่เป็นบาปอันใดแก่พวกเจ้าที่จะแต่งงานกับพวกนาง เมื่อพวกเจ้าได้ให้แก่พวกนางซึ่งของหมั้นของพวกนาง และอย่าหน่วงเหนี่ยวพันธะการแต่งงานของบรรดาหญิงผู้ปฏิเสธศรัทธา และจงขอคืนสิ่งที่พวกเจ้าได้ใช้จ่ายไป และให้พวกเขาขอคืนสิ่งที่พวกเขาได้ใช้จ่ายไป นั่นคือข้อตัดสินของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงตัดสินในระหว่างพวกเจ้า และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ (*2*)

(1)  นักตีฟซีรอธิบายว่า ในสนธิสัญญาอัลฮุไดบิยะฮฺ ที่ได้ทำขึ้นระหว่างท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กับพวกกุฟฟารมักกะฮฺ ระบุว่า หากผู้ใดในหมู่มุสลิมีนมาหาชาวมักกะฮฺจะไม่ถูกส่งกลับ และถ้าผู้ใดในหมู่พวกมุชริกีนมาหาชาวมุสลิมีนจะถูกส่งกลับ หลังจากนั้นอุมมีกัลโซม บินติ อุกบะฮฺ อิบนฺ อะบีมุอีฏ ได้อพยพไปหาท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ต่อมาพี่น้องของนางสองคนคือ อุมาเราะฮฺและอัลวะลีดได้ติดตามนางมา และได้กล่าวกับท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขอให้ส่งนางกลับตามสัญญา ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่าในสัญญานั้นระบุไว้เฉพาะผู้ชายมิได้กล่าวถึงผู้หญิง อัลลอฮฺจึงประทานอายะฮฺนี้ลงมา อิบนฺ อับบาสกล่าวว่า ได้ให้คำสาบานว่า นางได้อพยพมาเพราะเกลียดชังสามีของนาง มิได้มีความโลภในดุนยา และว่านางมิได้ออกมาเพื่อประสงค์สิ่งใดนอกจากมีความรักต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ และมีความพอใจต่ออิสลาม อัลลอฮฺนั้นทรงรู้ดียิ่งในการศรัทธาของพวกนาง เพราะพระองค์ทรงสอดส่องดูจิตใจของพวกนาง ครั้นเมื่อพวกเจ้าสอบสวนและตระหนักดีว่าพวกนางเป็นผู้ศรัทธาแล้ว ก็อย่าได้ส่งพวกนางกลับไปหาสามีของพวกนางที่เป็นพวกปฏิเสธศรัทธา ทั้งนี้เพราะมุอฺมินะฮฺนั้นจะไม่เป็นที่อนุมัติแก่มุชริกีน และไม่อนุญาตให้มุอฺมินสมรสกับมุชริกะฮฺ
(2)  และจงจ่ายคืนมะฮัรหรือค่าใช้จ่ายให้แก่สามีของบรรดามุอฺมินะฮฺ ซึ่งพวกเจ้าได้จ่ายให้แก่พวกนาง และถ้าพวกเจ้าประสงค์จะแต่งงานกับพวกนางก็จงให้มะฮัรแก่พวกนาง โดยให้ถือการแยกกันระหว่างสามีกาฟิรกับนางมุอฺมินะฮฺ ด้วยการเข้านับถืออิสลามของนาง อย่ายึดถือพันธะการแต่งงานระหว่างพวกเจ้ากับบรรดาภริยาของพวกเจ้าที่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา เพราะพันธะการแต่งงานได้สิ้นสุดลง เนื่องจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกนาง และจงขอคืนค่าใช้จ่ายที่พวกเจ้าได้จ่ายไปให้แก่พวกนาง เช่นเดียวกันก็จงให้นางผู้อพยพมาสู่อิสลามคืนค่าใช้จ่ายให้แก่สามีผู้ปฏิเสธศรัทธา นี่คือข้อตัดสินของอัลลอฮฺที่พวกเจ้าจะต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด

11. และถ้าคนใดในบรรดาภริยาของพวกเจ้าหนีออกไปสู่พวกปฏิเสธศรัทธาแล้ว ครั้นเมื่อพวกเจ้าสามารถแก้แค้นริบทรัพย์มาได้ ก็จงจ่ายคืนให้แก่บรรดาผู้ที่บรรดาภริยาของพวกเขาหนีไปเท่ากับจำนวนที่พวกเขาได้จ่ายไป และจงยำเกรงอัลลอฮฺ ผู้ซึ่งพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาต่อพระองค์เถิด (*1*)

(1)  หากภริยาคนใดในหมู่พวกเจ้าหนีกลับไปสู่พวกกุฟฟาร และพวกเจ้าได้ขอคืนมะฮัรแต่พวกเขาไม่ยอมคืนให้ หลังจากนั้นพวกเจ้าได้ทำสงครามและสามารถยึดทรัพย์เชลยมาได้ ก็จงจ่ายคืนมะฮัรตามจำนวนให้แก่บรรดาผู้ที่ภริยาของพวกเขาหนีไปเสียก่อนที่จะมีการแบ่งทรัพย์เชลยที่ยึดมาได้

12. โอ้ นะบีเอ๋ย เมื่อบรรดาหญิงผู้ศรัทธาได้มาหาเจ้าโดยพวกนางเพื่อให้ปฏิญาณแก่เจ้าพวกนางจะไม่ตั้งภาคีใด ๆ ต่ออัลลอฮฺ และจะไม่ขโมย และจะไม่ทำชู้ และจะไม่ฆ่าลูก ๆ ของพวกนาง และจะไม่นำมาซึ่งการใส่ร้ายโดยการเสกสรรลูกหลง พ่อให้เป็นลูกของเขา และจะไม่ขัดขืนคำสั่งของเจ้าในเรื่องดีงาม ดังนั้นจงรับการปฏิญาณของพวกนาง และจงขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงอภัยแก่พวกนาง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ (*1*)

(1)  คือเมื่อบรรดามุอฺมินะฮฺได้มาหาเจ้าเพื่อให้สัตย์ปฏิญาณ ก็จงรับคำสัตย์ปฏิญาณของพวกนางในเรื่องสำคัญ 6 ประการ คือ 1. จะไม่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ 2. ไม่ลักขโมย 3. ไม่ทำชู้ (ซินา) 4. ไม่ฆ่าลูกของนางด้วยการฝังทั้งเป็นเช่นการกระทำของพวกญาฮิลียะฮฺ 5. ไม่ใส่ร้ายโดยเสกสรรลูกหลงพ่อที่เก็บมาได้ให้เป็นลูกของเขา 6. ไม่ขัดขืนคำสั่งในสิ่งที่เจ้าใช้ให้กระทำ และห้ามมิให้ปฏิเสธเมื่อพวกนางยินยอมรับคำสัตย์ปฏิญาณดังกล่าวมานี้ ก็จงรับคำสัตย์ปฏิญาณของพวกนาง และขออภัยโทษให้แก่พวกนางในการกระทำผิดในอดีต

13. โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าอย่าได้คบกับหมู่ชนที่อัลลอฮฺทรงกริ้วต่อพวกเขาไว้เป็นมิตรสหาย แน่นอนพวกเขาหมดหวังต่อวันปรโลกแล้วเสมือนกับที่พวกปฏิเสธศรัทธาหมดหวังต่อ (การฟื้นคืนชีพของ) ชาวกุบูร (*1*)

(1)  โอ้บรรดามุอฺมินเอ๋ย พวกเจ้าอย่างได้คบพวกยะฮูด พวกนะศอรอ ตลอดจนพวกกุฟฟารที่เป็นศัตรูของอัลลอฮฺอย่าได้คบหมู่ชนเหล่านั้นเป็นมิตรสหาย อย่าได้ถือเอาความคิดเห็นของพวกเขามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและเป็นที่นิยมชมชอบ เพราะพวกเขาเป็นหมู่ชนที่อัลลอฮฺทรงกริ้วและทรงสาปแช่งพวกเขา และพวกเขาหมดหวังต่อการตอบแทนของอัลลอฮฺที่จะได้เข้าสวนสวรรค์ เสมือนกับพวกกุฟฟารรุ่นก่อนๆ เคยหมดหวังว่าชาวกุบูรนั้นจะไม่มีโอกาสที่จะฟื้นคืนชีพมาอีก

[1]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved