ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


6. ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม (Al-AnAm)
ความหมายโดยสรุป
ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม ซูเราะฮฺนี้มี 165 อายะฮฺ ถูกประทานลงมาหลังจากซูเราะฮฺ อัล-ฮิจญริ เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺ นอกจากอายะฮฺที่ 20, 23, 91, 93, 114, 141, 151, 152 และ 153 อย่างไรก็ดี มีรายงานฮะดีษมากมาย ได้รายงานมาจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺและอัต-ตาบิอีนว่า ซูเราะฮฺนี้ถูกประทานลงมาทีเดียวทั้งซูเราะฮฺ นั่นก็หมายความว่า บรรดาอายะฮฺในซูเราะฮฺนี้ทั้งหมดถูกประทานลงมาก่อนท่านนะบีอพยพไปมะดีนะฮฺหรือที่เรียกว่า มักกียะฮฺ ทั้งซูเราะฮฺ


1. การสรรเสริญทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินได้ทรงให้มีบรรดาความมืดและแสงสว่าง(*1*)แต่แล้วบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธานั้น ก็ยังให้(สิ่งอื่น) เท่าเทียมกับพระเจ้าของเขาอยู่(*2*)

(1)  คือให้มีกลางคืนสำหรับพักผ่อน และให้มีกลางวันสำหรับประกอบอาชีพ
(2)  ทั้ง ๆที่พระองค์เท่านั้นที่ควรแก่การได้รับการเคารพสักการะจากมนุษย์ ในฐานะผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินและให้มีกลางคืนและกลางวัน กลับถูกให้มีสิ่งอื่นเท่าเทียมกับพระองค์ ในการได้รับการเคารพสักการะ ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นมิได้ทำอะไรเลย

2. พระองค์คือ ผู้ที่ทรงบังเกิดพวกเจ้าจากดิน แล้วได้ทรงกำหนดเวลาแห่งความตายไว้ และกำหนดที่ถูกระบุไว้อีกกำหนดหนึ่งนั้น(*1*) อยู่ที่พระองค์แต่แล้วพวกเจ้าก็ยังสงสัยกันอยู่

(1)  คือกำหนดแห่งการฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์ ซึ่งกำหนดนี้ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น

3. และพระองค์นั้นคือ อัลลอฮ์ ทั้งในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดิน(*1*) ทรงรู้สึกเร้นลับของพวกเจ้า และสิ่งเปิดเผยของพวกเจ้า และทรงรู้สิ่งที่พวกเจ้าขวนขวายกันอยู่

(1)  หมายถึงว่า อัลลอฮ์นั้นย่อมเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในบรรดาชั้นฟ้า และในแผ่นดินว่า พระองค์นั้นคือพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงคุณลักษณะอันสมบูรณ์ทุกประการ

4. และไม่มีโองการใด จากบรรดาโองการแห่งพระเจ้าของพวกเขามายังพวกเขา(*1*) นอกจากได้ปรากฏว่าพวกเขาผินหลังให้แก่โองการนั้น

(1)  หมายถึงชาวมักกะฮ์

5. แน่นอนพวกเขาได้ปฏิเสธความจริง เมื่อความจริงนั้นได้มายังพวกเขา แล้วข่าวคราว(*1*)ของสิ่งที่พวกเขาเคยเย้ยหยันไว้นั้นก็จะมายังพวกเขา

(1)  ข่าวคราวแห่งผลร้าย

6. พวกเขามิได้เห็นดอกหรือว่า กี่ประชาชาติมาแล้วที่เราได้ทำลายมาก่อนหน้าพวกเขา ซึ่งเราได้พวกเขามีอำนาจและความสามารถในแผ่นดิน ซึ่งสิ่งที่เรามิได้ให้มีแก่พวกเจ้า และเราได้ส่งฝนมายังพวกเขาอย่างมากมาย และเราได้ให้มีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่เบื้องล่างของพวกเขา แล้วเราก็ทำลายพวกเขาเสีย เนื่องด้วยบรรดาความผิดของพวกเขา และเราได้ให้มีขึ้นหลังจากพวกเขาซึ่งประชาชาติอื่น

(1)  หมายถึงชาวมักกะฮฺ การที่พระองค์ทรงเปลี่ยนการใช้สรรพนามบุรุษที่สามแทนชาวมักกะฮฺ มาใช้สรรพนามบุรุษที่สองแทนพวกเขานั้น ก็เพื่อสร้างภาพพจน์ให้เห็นประหนึ่งว่า พระองค์ทรงกล่าวแก่พวกเขาโดยตรง และคำว่า “สิ่งที่เรามิได้ให้มีแก่พวกเจ้า” นั้น หมายถึง อำนาจ และความสามารถ ซึ่งอัลลอฮฺได้ให้มีแก่ประชาชาติในอดีตนั้น เป็นอำนาจและความสามารถที่พระองค์มิได้ทรงให้มีแก่ชาวมักกะฮฺ กระนั้นก็ดี พวกเขายังถูกทำลายได้ด้วยเดชานุภาพของพระองค์ แล้วชาวมักกะฮฺเล่าจะสามารถคงอยู่ได้กระนั้นหรือหากพระองค์จะทรงลงโทษ เนื่องจากความดื้อดึงและฝ่าฝืนของพวกเขา
(2)  ให้ฝนตกในพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่อย่างมากมาย เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่พวกเขา
(3)  ให้มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านหมู่บ้านของพวกเขาด้วย

7. และหากเราได้ให้ลงมาแก่เจ้า ซึ่งคัมภีร์ฉบับหนึ่ง (ที่ถูกจารึกไว้) ในกระดาษ(*1*) แล้วพวกเขาก็ได้สัมผัส(*2*) คัมภีร์นั้นด้วยมือของพวกเขาเองแน่นอนบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้มิใช่อื่นใด นอกจากมายากลอันชัดแจ้งเท่านั้น

(1)  คือประทานคัมภีร์ในสภาพที่เป็นกระดาษลงมาทั้งฉบับ โดยที่โองการของพระองค์ถูกจารึกไว้ในกระดาษของคัมภีร์
(2)  ลูบคลำคัมภีร์นั้นด้วยความแน่ใจว่าเป็นคัมภีร์จริง ๆ ไม่ใช่เป็นการลวงตา

8. และพวกเขาได้กล่าวว่าไฉนเล่ามะลัก(*1*)จึงมิได้ถูกให้ลงมาแก่เขา(*2*) และหากว่าเราได้ให้มะลักลงมาแล้ว แน่นอนกิจการทั้งหลายก็ย่อมถูกชี้ขาด(*3*) แล้วพวกเขาก็จะไม่ถูกรอคอย(*4*)

(1)  มะลักเป็นเอกพจน์ของมลาอิกะฮ์
(2)  คือส่งมาลักลงมายังท่านนะบี เพื่อทำการยืนยันว่า ท่านนะบีมุฮัมมัดเป็นร่อซูลของอัลลอฮ์จริง พวกเขาจะได้เชื่อ
(3)  คือพระองค์จะส่งมะลักลงมาในรูปร่างอันแท้จริงของมะลักแล้ว ก็หมายความว่ากิจการทั้งหลายได้ถูกชี้ขาดลงแล้วคือชี้ขาดในการลงโทษพวกเขา และการลงมาของมะลักก็คือ การมาลงโทษพวกเขา มิใช่มาเป็นผู้ยืนยันให้พวกเขาเชื่อ
(4)  คือจะถูกลงโทษทันทีที่ไม่รอคอยให้โอกาสแก้ตัวอีกต่อไป

9. และหาพวกว่าเราได้ให้เขา(*1*) เป็นมะลักแน่นอนเราก็ย่อมให้เขาเป็นคนผู้ชาย(*2*) และแน่นอนเราก็ย่อมให้สิ่งที่พวกเขาคลุมเครือกัน(*3*)อยู่เป็นที่คลุมเครือแก่พวกเขา

(1)  ผู้ที่จะลงมานั้นเป็นมะลัก
(2)  คือเยี่ยงมนุษย์ผู้ชายทั้งหลาย ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว มนุษย์จะตกใจกลัว และพากันหนีเมื่อเห็นมะลักในรูปร่างอันแท้จริง
(3)  หมายถึงว่า ถ้าพระองค์ให้มะลักลงมาในรูปของบุรุษเพศ ก็ย่อมเป็นที่คลุมเครือแก่พวกเขาอีกว่า จะใช่มะลักจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นปุถุชนธรรมดาที่มุฮัมมัดแอบอ้างนำมาหลอกลวง แล้วในที่สุดพวกเขาก็ไม่เชื่อ คำว่า”สิ่งที่พวกเขคลุมเครือกันอยู่” นั้น หมายถึงให้มะลักลงมาในรูปร่างบุรุษเพศ ซึ่งเป็นที่คลุมเครือแก่พวกเขา จะเป็นมะลักจริง หรือเป็นปุถุชนธรรมดา

10. และแน่นอนบรรดาร่อซูล ก่อนเจ้านั้นได้ถูกเย้ยหยันมาแล้ว ดังนั้นจึงได้ล้อมบรรดาผู้ที่เย้ยหยันร่อซูลเหล่านั้นไว้ ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเคยเย้ยหยันกัน

(1)  โทษอันเกิดจากการเย้ยหยัน บรรดาร่อซูลนั้นก็ประสบแก่พวกเขา ในการที่ใช้คำว่า “ล้อม” นั้นเพื่อให้เป็นที่ประจักว่าพวกเขาไม่สามารถหนีรอดไปได้ พวกเขาจะต้องได้รับโทษอย่างแน่นอน เนื่องจากการที่พวกเขาเย้ยหยันบรรดาร่อซูล

11. จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด)ว่า พวกท่านจงเดิน(*1*) ไปในแผ่นดินเถิด แล้วจงดูว่า ผลสุดท้ายของบรรดาผู้ปฏิเสธนั้นเป็นอย่างไรบ้าง(*2*)?

(1)  ท่องเที่ยวไป
(2)  ในการท่องเที่ยวไปในแผ่นดินนั้น ย่อมจะพบแหล่งอันเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนที่ดื้อดึงและฝ่าฝืนพระองค์มาก่อแนล้วจงดูว่าบั้นปลายของพวกเขานั้นเป็นประการใด แน่นอนบั้นปลายของพวกเขานั้นคือ ความพินาศ ในการนี้ย่อมจะทำให้พวกเขากลับตัวไม่ดื้อดันอีกต่อไป เพราะกลัวจะเป็นเช่นพวกเหล่านั้น

12. จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ว่า สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินนั้นเป็นของใคร? จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าเป็นของอัลลอฮ์ พระองค์ได้ทรงกำหนดการเอ็นดูเมตตาไว้บนตัวของพระองค์(*1*) แน่นอนพระองค์จะทรงรวบรวมพวกเจ้าไปสู่วันกิยามะฮ์ โดยที่ไม่มีการสงสัยใด ๆ ในวันนั้นบรรดาผู้ที่ทำให้ตัวของพวกเขาขาดทุนนั้น(*2*)พวกเขาก็จะไม่ศรัทธา

(1)  ทรงให้การเอ็นดูเมตตาเป็นคุณลักษณะหนึ่งของพระองค์เพื่อจะได้ทรงเอ็นดูเมตตาแก่บรรดาบ่าวของพระองค์
(2)  คือผู้ที่ไม่สนใจในคำเชิญชวนของท่านนะบีมุฮัมมัด หรือไม่ใส่ใจศาสนาอิสลามที่มีการเผยแพร่กันอยู่ พวกเหล่านี้แหละคือพวกที่ทำตัวให้ขาดทุน เพราะใช้ชีวิตไม่ถูกต้อง และที่ซ้ำร้ายคือ พวกเขาจะไม่ศรัทธา

13. และสิ่งที่สงบเงียบอยู่(*1*)ในเวลากลางคืนและกลางวันนั้นเป็นสิทธิของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้

(1)  หมายถึงสัตว์บางประเภทที่พักผ่อนในเวลากลางคืน และสัตว์บางประเภทที่พักผ่อนในเวลากลางวัน

14. จงกล่าวเถิด ฉันจะยึดถือ “ผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺกระนั้นหรือ” ซึ่งพระองค์เป็นผู้ประดิษฐ์บรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน(*1*) และพระองค์เป็นผู้ทรงให้อาหาร และไม่ถูกให้อาหาร(*2*) จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) แท้จริงฉันถูกใช้ให้เป็นคนแรกในหมู่ที่สวามิภักดิ์ และพวกท่านจงอย่าอยู่ในหมู่ผู้ให้มีภาคีเป็นอันขาด

(1)  เป็นการแสดงถึงความยิ่งใหญ่ และเดชานุภาพของพระองค์ ซึ่งสมควรอย่างยิ่งแก่มนุษย์ที่จะให้การเคารพสักกาะระแก่พระองค์ และมอบหมายให้พระองค์คุ้มครอง
(2)  คือพระองค์นั้นทรงยิ่งใหญ่ และในการที่ทรงกล่าวว่า “พระองค์ไม่ถูกให้อาหาร” นั้น เพื่อให้มนุษย์เข้าใจว่า พระองค์ไม่ทรงต้องพึ่งมนุษย์เท่านั้น หากแต่มนุษย์ต่างหากที่ต้องพึ่งพระองค์

15. จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่า แท้จริงฉันกลัวการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่(*1*) หากฉันฝ่าฝืนพระเจ้าของฉัน

(1)  คือได้รับความทุกข์ทรมาน และความเดือดร้อนระหว่างรอคอยการตัดสินในวันกิยามะฮ์ นั่นก็หมายถึงว่า เขาจะได้เข้าสวรรค์ด้วยความเอ็นดูเมตตาจากพระองค์

16. ผู้ใดที่การลงโทษถูกหันเหออกจากเขาในวันนั้น แน่นอนพระองค์ทรงเอ็นดูเมตตาเขา และนั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่

17. และหากว่าอัลลอฮ์ ทรงให้ความเดือดร้อนอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้า(*1*) แล้วก็ไม่มีผู้ใดจะเปลื้องมันได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น และหากพระองค์ทรงให้ความดีอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้า(*2*) แท้จริงพระองค์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

(1)  ท่านนะบีมุฮัมมัด
(2)  คือ “ก็ไม่มีผู้ใดจะขัดขวางได้” ข้อความอันเป็นคำตอบนี้ได้ถูกอาละเอาไว้เพราะเป็นที่ทราบกัน และก็เคยถูกระบุไว้เป็นบางครั้งเช่นในซูเราะฮ์ ยูนุส

18. และพระองค์คือผู้ทรงชนะเหนือปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

19. จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่า สิ่งใดใหญ่ยิ่งกว่าในการเป็นพยาน(*1*) จงกล่าวเถิดว่าอัลลอฮ์นั้นคือผู้เป็นพยานระหว่างฉันกับพวกท่าน และอัล-กรุอานนี้ก็ได้ถูกประทานลงมาแก่ฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ใช้อัลกรุอาน นี้ตักเตือนพวกท่าน และผู้ที่อัลกรุอานนี้ไปถึง(*2*)พวกท่านจะยืนยันโดยแน่นอนกระนั้นหรือว่า มีบรรดาที่เคารพสักการะอื่นร่วมกับอัลลอฮ์? จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าฉันจะไม่ยืนยัน จงกล่าวเถิด แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ที่ควรแก่การเคารพสักการะแต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น และแท้จริงฉันขอปลีกตัวอกจากสิ่งที่พวกท่านให้มีภาคี(แก่อัลลอฮ์)

(1)  หมายถึงว่า การเป็นพยานนั้น สิ่งใดใหญ่ยิ่งกว่าที่จะทำให้ชาวกุเรซเชื่อถือได้ แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงใช้ให้ท่านนะบีตอบเสียเองว่า ที่ใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งใดในการเป็นพยานนั้นคืออัลลอฮ์ ซึ่งจะเป็นพยานระหว่างท่านนะบีกับพวกเขาว่า พระองค์ได้ทรงประทานอัล-กรุอ่านนี้ลงมาแก่ท่าน
(2)  หมายถึงยิวและคริสต์

20. บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขา(*1*)นั่น พวกเขารู้จักเขา(*2*) เช่นเดียวกับที่พวกเขารู้จักลูก ๆ ของพวกเขาเอง บรรดาผู้ที่ทำให้ตัวของพวกเขาขาดทุนนั้น พวกเขาจะไม่ศรัทธา

(1)  หมายถึงยิวและชาวคริสต์
(2)  ท่านนะบีมุฮัมมัด

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ 5] [ 6] [ 7] [ 8] [ 9] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved