ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


40. ซูเราะฮฺ ฆอฟิร (Gafir)
ความหมายโดยสรุป

เป็นบัญญัติมักกียะฮฺ มี 85 อายะฮฺ

ซูเราะฮฺฆอฟิร เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺ เป็นซูเราะฮฺที่ให้ความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับอะกีดะฮฺเช่นเดียวกับซูเราะฮฺมักกียะฮฺอื่น ๆ เรื่องที่เด่นชัดของซูเราะฮฺเกือบจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างสัจธรรมกับความเท็จ และการชี้นำทางกับการหลงผิด ดังนั้นบรรยากาศของซูเราะฮฺจึงเต็มไปด้วยรูปแบบของการเข้มงวดและความรุนแรงเสมือนกับว่าเป็นบรรยากาศที่น่ากลัว ซึ่งมีการฟาดฟัน และการทิ่มแทง

ซูเราะฮฺ เริ่มด้วยการสดุดี คุณลักษณะอันดีงามของอัลลอฮฺ และสัญญาณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ แล้วได้เผยถึงการโต้เถียงของพวกปฏิเสธศรัทธาในสัญญาณต่าง ๆ ของอัลลอฮฺทั้ง ๆ ที่สัจธรรมนั้นได้ปรากฏอย่างชัดแจ้งแก่พวกเขาแล้ว กระนั้นก็ดีนักโต้เถียงและบรรดาผู้ยะโสก็ยังโต้เถียงและแสดงอาการหยิ่งยะโส

ซูเราะฮฺได้เผยถึงจุดจบของประชาชาติในอดีต ซึ่งอัลลอฮฺได้คร่าทำลายล้างพวกเขาด้วยการคร่าของผู้ทรงเดชานุภาพ โดยไม่มีมนุษย์หน้าไหนรอดพ้นไปได้

ท่ามกลางบรรยากาศที่น่ากลัวนี้ ก็ได้กล่าวถึงภาพลักษณ์ของบรรดามะลาอิกะฮฺ ผู้แบกบัลลังก์ ในการวิงวอนขอของพวกเขาแก่ผู้ที่ยำเกรงและกลับเนื้อกลับตัว

ซูเราะฮฺได้กล่าวถึงภาพลักษณ์แห่งวันอาคิเราะฮฺ และความน่ากลัวของวันนั้น โดยที่ปวงบ่าวจะถูกนำมายืนต่อหน้าพระผู้ทรงอำนาจเพื่อการสอบสวน ความหวาดกลัว และความสะทกสะท้านได้ปกคลุมพวกเขา เสมือนกับว่าหัวใจมาจุกอยู่ที่คอหอย หรือเป็นลมหมดสติไปและในท่ามกลางสภาพอันน่ากลัว และวันที่คร่ำเคร่งเช่นนั้นมนุษย์จะได้รับการตอบแทนอย่างยุติธรรม หากทำดีก็จะได้ดี หากทำชั่วก็จะได้ชั่ว



1. ฮา มีม (*1*)

(1)  ซูเราะฮฺนี้เป็นหนึ่งในซูเราะฮฺทั้งเจ็ดที่เริ่มด้วยอักษรฮา มีม และเรียกว่า ฮามีมทั้งเจ็ด หรือตระกูลฮามีม

2. คัมภีร์นี้เป็นการประทานลงมาจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงรอบรู้ (*1*)

(1)  เราได้ประทานอัลกุรอานนี้แก่เจ้า ซึ่งประมวลไว้ด้วยสัจธรรมปราศจากการสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น และข้อเท็จจริงที่ไม่มีความเท็จ หรือไร้สาระเจือปนอยู่เลย อัลกุรอานนี้ถูกประทานลงมาจากพระผู้ทรงเดชานุภาพในอำนาจของพระองค์ทรงรอบรู้ในกิจการของปวงบ่าวของพระองค์

3. ผู้ทรงอภัยในบาป และผู้ทรงรับการขอลุแก่โทษ ผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ ผู้ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยความโปรดปราน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ยังพระองค์คือการกลับไป (*1*)

(1)  พระผู้ทรงอภัยจากการทำบาปของปวงบ่าว และทรงรับการกลับเนื้อกลับตัวของบรรดาผู้ละเมิดและสำนึกผิดและทรงลงโทษอย่างเฉียบขาดแก่ผู้เย่อหยิ่ง ผู้ละเมิดขอบเขต และผินหลังให้กับการจงรักภักดีต่อพระองค์ พระองค์เป็นผู้ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและความโปรดปราน

4. ไม่มีผู้ใดจะโต้เถียงในอายาตของอัลลอฮฺ (อัลกุรอาน) นอกจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ดังนั้นอย่าให้การวางมาดของพวกเขาในหัวเมืองต่าง ๆ เป็นที่หลอกลวงแก่เจ้า (*1*)

(1)  อัลอายาตของอัลกุรอานนั้นเป็นที่ชัดแจ้งแล้ว ดังนั้นบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเท่านั้นที่จะโต้เถียงและไม่ยอมรับความจริงและอย่าได้ให้พวกเขาที่ได้ตระเวนไปตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของพวกเขาหลอกลวงเจ้า ความภาคภูมิใจของพวกเขานั้นเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และจะต้องสูญสิ้นไป แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดนั้นคือพวกเขาจะต้องได้รับการลงโทษ เพราะข้านั้นจะทรงผ่อนผันให้แก่พวกเขา แต่จะไม่ทอดทิ้งพวกเขาอย่างแน่นอน อายะฮฺนี้เป็นการปลอบในท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเป็นสัญญาร้ายแก่พวกกุฟฟาร

5. (เพราะ) ก่อนหน้าพวกเขานั้น หมู่ชนของนูหฺ และพลพรรคต่าง ๆ หลังจากพวกเขาได้ปฏิเสธมาก่อนแล้ว และทุก ๆ ประชาชาติได้ตั้งใจที่จะทำลายล้างร่อซูลของพวกเขาและโต้เถียงด้วยความเท็จ เพื่อที่จะลบล้างความจริ งให้สูญสิ้นไป ดังนั้นข้าจึงได้ลงโทษพวกเขาแล้วเป็นอย่างไรบ้างการลงโทษของข้า (*1*)

(1)  ก่อนหน้าพวกกุฟฟารมักกะฮฺนั้น มีกลุ่มชนอื่น ๆ เช้น กลุ่มชนของนูหฺ อ๊าด, ษะมูด, ฟิรเอานะ และอื่น ๆ ได้ปฏิเสธบรรดนะยีของพวกเขามาก่อนแล้ว แต่ละประชาชาติได้ตั้งใจที่จะฆ่าร่อซูลของพวกเขา และได้โต้เถียงบรรดาร่อวูลด้วยความเท็จ เพื่อที่จะลบล้างสัจธรรมให้หมดสิ้นไป สำหรับพวกเขาเหล่านี้นเราได้ลงโทษพวกเขา ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่พวกกุฟฟารมักกะฮฺ เพราะพวกเขาได้ไปพบเห็นมาแล้ว

6. และเช่นนั้นแหละ ประกาศิตแห่งพระเจ้าของเจ้าได้เป็นที่สมจริงแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาว่าพวกเขาเป็นชาวนรก (*1*)

(1)  ดังที่ประกาศิตแห่งการลงโทษได้กำหนดไว้แก่บรรดาผู้ปฎิเสธศรัทธาในสมัยก่อน ๆ ว่าพวกเขาต้องเป็นชาวนรก ดังนั้นบรรดาผู้ปฎิเสธศรัทธาชาวมักกะฮฺก็จะมีสถาพเช่นเดียวกันอย่างแน่นอน

7. บรรดาผู้แบกบัลลังก์ และผู้ที่อยู่รอบ ๆ บัลลังก์ ต่างก็แซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระเจ้าของพวกเขา และศรัทธาต่อพระองค์ และอภัยโทษให้แก่บรรดาผู้ศรัทธา ข้าแต่พระเจ้าของเรา พระองค์ท่านทรงแผ่ความเมตตาและความรอบรู้ไปทั่วทุกสิ่ง ขอพระองค์ทรงโปรดอภัยแก่บรรดาผู้ลุแก่โทษ และดำเนินตามแนวทางของพระองค์ท่าน และทรงคุ้มครองพวกเขาให้พ้นจากการลงโทษแห่งไพนรก (*1*)

(1)  บรรดามะลาอิกะฮฺผู้แบกบัลลังก์ และผู้ที่เรียงรายล้อมรอบบัลลังก์ ซึ่งเป็นบ่าวผู้มีเกียรติ ไม่มีผู้ใดรู้จำนวนแน่นอนนอกจากอัลลอฮฺ พวกเขาอยู่ในสภาพทำการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺอยู่ตลอดกาล จะให้ความบริสุทธิ์ และแซ่ซ้องสดุดีไม่ขาดระยะ พวกเขามีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อการมีปรากฎของพระองค์ นอบน้อมไม่เย่อหยิ่งในการทำอิบาดะฮฺต่อพระองค์ พวกเขาจะวิงวอนขออภัยโทษให้แก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ตลอดจนผู้ลุแก่โทษด้วย เพื่อกลับตัวและดำเนินตามแนวทางแห่งสัจธรรม ซึ่งบรรดาร่อซูลและนะบีได้นำมาเผยแผ่ และขอให้ทรงคุ้มครองบรรดาผู้ศรัทธาเหล่านั้นได้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรก

8. ข้าแต่พระเจ้าของเรา และขอพระองค์ทรงให้พวกเขาได้เข้าในสวนสวรรค์หลากหลายอันสถาพร ซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาแก่พวกเขาพร้อมทั้งผู้กระทำความดีจากบรรพบุรุษของพวกเขา และคู่ครองของพวกเขาและลูกหลานของพวกเขา แท้จริงพระองค์ท่านนั้นเป็นผู้ทรงมีอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ (*2*)

(1)  นอกจากนั้นพวกเขายังได้วิงวอนขอให้คุ้มครองปู่ย่าตายายของพวกเขา ตลอดจนลูกหลานผู้ กระทำความดีให้ได้เข้าในสวนสวรรค์ เพื่อที่จะให้พวกเขาได้มีความสุขอย่างสมบูรณ์อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

9. และขอพระองค์ทรงคุ้มครองพวกเขาให้พ้นจากความชั่วทั้งหลาย และผู้ใดที่พระองค์ทรงคุ้มครองให้พ้นจากความชั่วทั้งหลายในวันนั้นดังนั้นแน่นอนพระองค์ท่านทรงเมตตาแก่เขา และนั่นคือมันเป็นความสำร็จอันใหญ่หลวง (*3*)

(1)  ผู้ใดที่พระองค์ทรงคุ้มครองให้พวกเขาพ้นจากความชั่ว หรือการลงโทษ นั่นหมายถึงว่า เขาได้รับความโปรดปรานและเมตตาจากพระองค์ และนั่นคือ ความสำเร็จอันใหญ่หลวง

10. แท้จริงบรรดาผู้ปฎิเสธศรัทธานั้นจะมีเสียงตะโกนบอกว่า การเกลียดชังของอัลลอฮฺนั้นยิ่งใหญ่กว่าการเกลียดชังของพวกเจ้าต่อตัวของพวกเจ้าเอง เมื่อพวกเจ้าถูกเรียกร้องสู่การศรัทธา แล้วพวกเจ้าก็ได้ปฏิเสธศรัทธา (*1*)

(1)  ในวันกิยามะฮฺ มะลาอิกะฮฺจะตะโกนเป็นเชิงประฌามแก่พวกกุฟฟารน ว่าการเกลียดชังของอัลลอฮฺแก่พวกเจ้า ในโลกดุนยานั้นยิ่งใหญ่กว่าการเกลียดชังของพวกเจ้าต่อตัวของพวกเจ้าเองในวันนี้ ขณะที่พวกเจ้ามองเห็นการลงโทษของอัลลอฮฺ

11. พวกเขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของเรา พระองค์ท่านได้ทรงทำให้เราตายสองครั้ง และพระองค์ท่านได้ทรงทำให้เรามีชีวิตสองครั้ง ดังนั้นเราขอสารภาพต่อความผิดทั้งหลายของเราดังนั้นจะมีทางออก(แก่เรา)ไหม? (*2*)

(1)  นักตัฟซีรกล่าวว่า การตายครั้งแรกขณะที่พวกเขายังไม่เกิดการตายครั้งที่สองเมื่อพวกเขาตายในโลกดุนยา ส่วนการมีชีวิตครั้งแรก การมีชีวิตอยู่ในโลกดุนยา การมีชีวิตครั้งที่สองคือการมีชีวิตในการฟื้นคืนชีพวันกิยามะฮฺ นี่คือการตายสองครั้งและการมีชีวิตสองครั้ง นี่คือทัศนะของ อิบนฺสัมัสอู๊ด อิบนฺอับบาส และก็ตาดะฮฺ

12. นั่นก็เพราะว่า แท้จริงเมืออัลลอฮฺพระองค์เดียวถูกกล่าวขึ้น พวกเจ้าก็ปฎิเสธศรัทธา และเมื่อหากให้มีการตั้งภาคีกับพระองค์พวกเจ้าก็ศรัทธา ดังนั้น การตัดสินชี้ขาดเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรางยิ่งใหญ่ (*3*)

(1)  นั่นคือการลงโทษด้วยการอยู่ในนรกตลอดกาล เพราะการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺของพวกเจ้าคือ เมื่อพวกเจ้าถูกเรียกร้องไปสู่ความเป็นเอกภาพพวกเจ้าก็ปฎิเสธการศรัทธา และเมื่อมีการเรียกร้องไปสู่อัลลาต อัลอุซซา และเจว๊ดอื่น ๆ พวกเจ้าก็ศรัทธาต่อการเป็นพระเจ้าของมัน ดังนั้นการชี้ขาดตัดสินจึงเป็นของอัลลอฮฺพระองค์เดียว มิใช่พวกเจว๊ดหรือรูปปั้นใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่มีทางที่พวกเจ้าจะรอดดพ้นไปได้ เพราะพระองค์ทรงสูงส่งเหนือปวงบ่าวของพระองค์ ทรงยิ่งใหญ่ในอำนาจของพระองค์ ซึ่งจะกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์

13. และจะไม่มีใครใคร่ครวญนอกจากผู้สำนึกตัว

14. ดังนั้นจงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ (*1*) แม้ว่าพวกปฎิเสธศรัทธาจะเกลียดชังก็ตาม

(1)  คือจงอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดามุอฺมินทั้งหลาย โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ และอย่าได้เคารพภักดีผู้ใดร่วมกับพระองค์

15. ผู้ทรงตำแหน่งอันสูงเจ้าแห่งบัลลังก์ ทรงส่งวะฮียฺตามพระบัญชาของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์เพื่อเตือนให้รำลึกถึงวันแห่งการพบปะร่วมกัน (วันกิยามะฮฺ) (*1*)

(1)  พระองค์คืออัลลอฮฺผู้ทรงตำแหน่งอันสูง เจ้าแห่งบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ บัลลังก์นี้เป็นสิ่งที่ถูกบังเกิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่จะเทียบเคียงได้ในบรรดาสิ่งที่ถูกบังเกิดทั้งหลายของอัลลอฮฺ พระองค์จะประทานวะฮียฺให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะแต่งให้เขาเป็นร่อซูลเป็นนะบี ก็ตาดะฮฺกล่าวว่า ชาวท้องฟ้า (มะลาอิกะฮฺ) และชาวแผ่นดิน (มนุษย์) จะพบปะกัน เพื่อจะถูกสอบสวนในการงานของพวกเขา

16. วันที่พวกเขาจะปรากฎตัวออกมา ไม่มีสิ่งใดของพวกเขาจะซ่อนเร้นไปจากอัลลอฮฺ (*1*) อำนาจในวันนี้เป็นของผู้ใดเล่า ? แน่นอนมันเป็นของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะผู้ทรงพิชิตโดยเด็ดขาด (*2*)

(1)  วันที่พวกเขาจะออกมาจากกุบูร ไม่มีสิ่งใดจะปกปิดพวกเขา สถาพความเป็นอยู่ของพวกเขาการงานของพวกเขา ความลับต่าง ๆ ของพวกเขาจะไม่เป็นที่ซ่อนเร้นแก่พระองค์แต่อย่างใด
(2)  อัลลอฮฺ ตะอาลา จะตรัสขณะที่มนุษย์ปรากฎตัวอยู่ในทุ่งมะหฺซัรว่า วันนี้อำนาจเป็นของผู้ใด? ไม่มี ผู้ใดตอบเพราะความกลัวและตกใจ แล้วพระองค์ก็จะตอบแต่กพระองค์ว่า เป็นของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพิชิตโดยเด็ดขาด

17. วันนี้ทุกชีวิตจะได้รับการตอบแทนตามที่มันได้กระทำไว้ ไม่มีการอธรรมในวันนี้แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงฉับพลันในการสอบสวน (*5*)

(1)  ในวันนั้น ซึ่งเป็นวันชี้ขาดตัดสินระหว่างปวงบ่าว ทุกคนจะได้รับการตอบแทนตามที่เขาได้กระทำไว้ทั้งความดี และความชั่วคือ ความดีจะไม่ถูกลด ความชั่วจะไม่ถูกเพิ่ม

18. และจงเตือนพวกเขาให้ทราบถึงวันที่ใกล้เข้ามา (วันกิยามะฮฺ) เมื่อหัวใจเข้ามาติดอยู่ที่ลำคอด้วยความอดกลั้น (*1*) ไม่มีมิตรที่สนิทสนมสำหรับบรรดาผู้อธรรม และไม่มีผู้ช่วยเหลือคนใดที่จะถูกเชื่อฟัง (*2*)

(1)  เป็นการเปรียบเทียบเมื่อเกิดความกลัวจนสุดขีด ว่าหัวใจขึ้นมาติดอยู่ที่ลูกกระเดือก
(2)  คือมิตรที่สนิทก็ไม่สามารถจะให้ความช่วยเหลือได้ และผู้ช่วยเหลือคนใดก็ไม่อาจจะช่วยเหลือเขาให้พ้นจากการลงโทษอันหนักหน่วงได้

19. พระองค์ทรงรอบรู้การทรยศของดวงตา และสิ่งที่ทรวงอกปกปิดอยู่ (*1*)

(1)  คือดวงตาที่ทรยศด้วยการแอบมองสิ่งที่เป็นต้องห้าม และความลับต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่ในทรวงอก

20. และ อัลลอฮฺทรงตัดสินด้วยความยุติธรรม และบรรดาผู้ที่วิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้น พวกมันไม่อาจจะตัดสินใด ๆ ได้ (*1*) แท้จริงอัลลอฮฺ พระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น

(1)  คือบรรดาผู้ที่เคารพสักการะสิ่งอื่น ๆ เช่นรูปปั้นและเจว๊ดต่าง ๆ อื่นจากอัลลอฮฺ พวกมันไม่อาจตัดสินใด ๆ ได้เพราะพวกมันไม่ได้ยินและไม่เห็น

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ 5] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved