ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


39. ซูเราะฮฺ อัซซุมัร (Az-Zumar)
ความหมายโดยสรุป

เป็นบัญญัติมักกียะฮฺ มี 75 อายะฮฺ

ซูเราะฮฺอัซซุมัร เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺ ที่กล่าวถึงหลักการเตาฮีดอย่างละเอียด จนกระทั่งเกือบจะเป็นแกนหลักของซูเราะฮฺนี้ เพราะมันเป็นรากฐานของการอีมาน รากฐานของการศรัทธาที่ถูกต้อง และเป็นรากฐานของการงานที่ดี

ซูเราะฮฺได้เริ่มกล่าวถึงอัลกุรอาน ซึ่งเห็นปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ คู่ชีวิตของมุฮัมมัด อิบนิ อัลดุลลอฮฺ และใช้ให้ท่านร่อซูลมีความบริสุทธิ์ใจในการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ให้ความบริสุทธิ์พระองค์จากการเปรียบเทียบกับสิ่งที่ถูกสร้าง และได้กล่าวถึงการสงสัยของพวกมุชริกีนในการเคารพของพวกเขาต่อรูปปั้นและเจว็ด ตลอดจนการยึดถือเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขา ซูเราะฮฺได้ตอบโต้ข้อกังขาเหล่านั้นด้วยหลักฐานอย่างหนักแน่น

ซูเราะฮฺได้กล่าวถึงหลักฐาน และข้อพิสูจน์ต่าง ๆ ต่อความเป็นเอกภาพของพระเจ้าแห่งสากลโลก ในการประดิษฐ์อย่างสวยงามของพระองค์ เพื่อสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินในปรากฏการณ์ ของกลางคืนและกลางวัน ในการให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์โคจรไปตามวาระของมันและในการสร้างมนุษย์ตามขั้นตอนต่าง ๆ ในความมืดทั้งหลายของมดลูก ทั้งหมดนี้เป็นข้อพิสูจน์อย่างชัดแจ้งแห่งเดชานุภาพ และความเป็นเอกภาพของอัลลอฮฺ

ซูเราะฮฺได้กล่าวถึงหลักการ อะกีดะฮฺอย่างชัดแจ้ง และได้เปิดเผยถึงภาพลักษณ์แห่งการขาดทุนอย่างย่อยยับของพวกกุฟฟารอาชญากรในโลกแห่งการตอบแทน (อาคิเราะฮฺ) โดยที่พวกเขาจะได้ลิ้มรสการลงโทษนานาชนิด และเปลวไฟนรกจะปกคลุมพวกเขาทั้งข้างบนและข้างล่างของพวกเขา

ซูเราะฮฺได้ยกตัวอย่างเปิดเผยถึงข้อแตกต่างอย่างมากมายระหว่างผู้ที่เคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว และผู้เคารพสักการะเจ้าหลายองค์ที่ไม่ได้ยินและไม่ตอบรับ นั่นคือตัวอย่างของบ่าวที่มีนายหลายคนกับบ่าวที่มีนายคนเดียว แล้วซูเราะฮฺได้กล่าวถึงสภาพจิตใจของพวกมุชริกีนขณะที่พวกเขาได้ยินการให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺจิตใจของพวกเขาจะหดหู่ และเมื่อพวกเขาได้ยินการกล่าวถึงบรรดาเจว็ด พวกเขาก็โห่ร้องแสดงความยินดีและร่าเริง

หลังจากนั้น อัลอายาตได้มีมาในแบบนุ่มนวลสด ๆ ร้อน ๆ เรียกร้องปวงบ่าวไปสู่การกลับเนื้อกลับตัว ขออภัยโทษต่อพระเจ้าของพวกเขา และกลับไปหาพระองค์ ก่อนที่ความตายจะมาเยือนพวกเขาอย่างฉับพลันหรือก่อนที่การลงโทษจะถึงพวกเขาอย่างกระทันหันและไม่รู้สึกตัว เมื่อนั้นพวกเขาจะวิงวอนขอกลับเนื้อกลับตัวและเสียใจในขณะที่การกลับเนื้อกลับตัวและการเสียใจจะไม่อำนวยประโยชน์แต่ประการใด

ซูเราะฮฺได้จบลงด้วยการกล่าวถึงการเป่าสังข์ครั้งแรก และการเป่าสังข์เพื่อการฟื้นคืนชีพและการชุมนุมและติดตามด้วยความหวาดกลัวและความรุนแรงของวันกิยามะฮฺ และได้กล่าวถึงวันพิพากษาครั้งยิ่งใหญ่ โดยที่บรรดาผู้ยำเกรงมีธรรมะจะถูกนำไปสู่สวนสวรรค์เป็นกลุ่ม ๆ ส่วนเหล่าอาชญากรที่ชั่วร้ายจะถูกจูงไปยังนรกญะฮันนัม เป็นกลุ่ม ๆ เช่นเดียวกันในภาพลักษณ์ที่น่าสะพรึงกลัว โดยมีบรรดานะบี และบรรดาสหายที่ซื่อสัตย์ และบรรดาชะฮีดที่มีธรรมะร่วมอยู่ด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งมวลต่างก็มุ่งหน้าสู่พระเจ้าของเขาด้วยการสรรเสริญสดุดีแซ่ซ้อง และในสภาพที่มีความกลัวและการยอมจำนน

ชื่อของซูเราะฮฺ

ซูเราะฮฺนี้ถูกขนานนามว่า “ซูเราะฮฺ อัซซุมัร” เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกล่าวถึงกลุ่มของผู้มีความสุขสำราญที่เป็นชาวสวรรค์ และกลุ่มของผู้ที่มีความทุกข์ที่เป็นชาวนรก กล่าวถึงกลุ่มแรกพร้อมกับการยกย่องให้เกียรติ และกลุ่มหลังพร้อมกับความต่ำต้อย และการไร้เกียรติ



1. คัมภีร์นี้เป็นการประทานลงมาจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ (*1*)

(1)  อัลกุรอานที่ถูกประทานมาจากอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความปรีชาญาณ

2. แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์มายังเจ้าด้วยสัจธรรม ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ (*2*)

(1)  เราได้ประทานอัลกุรอานนี้แก่เจ้า ซึ่งประมวลไว้ด้วยสัจธรรมจากการสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้นและข้อเท็จจริงที่ไม่มีความเท็จหรือสิ่งไร้สาระเจือปนอยู่เลย ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีอัลลอฮฺแต่พระองค์เดียวในการอิบาดะฮฺของเจ้าและอย่าให้การกระทำของเจ้าและเจตนารมณ์ของเจ้ามุ่งไปสู่ผู้อื่นนอกจากพระเจ้าของเจ้า

3. พึงทราบเถิด การอิบาดะฮฺโดยบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮฺองค์เดียว (*1*) ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ (*2*) แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำทางแก่ผู้กล่าวเท็จ ผู้ไม่สำนึกบุญคุณ (*3*)

(1)  โอ้มนุษย์ทั้งหลายเอ๋ย! แท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลา จะไม่ทรงรับการงานใด ๆ เว้นแต่สิ่งนั้นจะกระทำไปโดยบริสุทธิ์ใจ หวังในพระพักตร์ของพระองค์เท่านั้น
(2)  อัศศอวีย์กล่าวว่า เมื่อมีการกล่าวแก่พวกมุชริกีนว่า ใครเป็นผู้สร้างพวกท่าน? ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และใครคือพระเจ้าของพวกท่าน และพระเจ้าของปู่ย่าตายายของพวกท่าน? พวกเขาจะกล่าวว่า “อัลลอฮฺ” แล้วพวกเขาจะถูกถามอีกว่า แล้วทำไมพวกท่านจึงสักการะบูชาเจว็ดต่างๆ เล่า? พวกเขาก็จะตอบว่า เพื่อทำให้เราใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ และขอความช่วยเหลือแก่เรา ณ ที่พระองค์
(3)  ในวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺจะทรงตัดสินในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องของศาสนา จะทรงให้บรรดามุอฺมินเข้าสวรรค์ และพวกปฏิเสธศรัทธาเข้านรก พระองค์จะไม่ทรงชี้นำทาง และชี้แนะศาสนาที่ถูกต้องแก่ผู้ที่กล่าวเท็จต่อพระเจ้าของเขา และผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ไม่สำนึกบุญคุณต่อพระองค์

4. หากอัลลอฮฺทรงประสงค์จะมีพระโอรส แน่นอนพระองค์จะทรงเลือกจากสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมาตามที่พระองค์ทรงประสงค์มหาบริสุทธิ์แห่งพระองค์ท่าน พระองค์คืออัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพิชิต (*1*)

(1)  ในหนังสือ กล่าวไว้ว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงให้ความบริสุทธิ์แก่ตัวของพระองค์เอง จากการมีพระบุตร และทรงกล่าวถึงตัวพระองค์เองว่าเป็นผู้ทรงเอกะ เพราะความเป็นเอกะย่อมขัดกับการมีพระบุตร และหากว่าพระองค์จะมีพระบุตรก็จะมาจากประเภทเดียวกับพระองค์ พระองค์ไม่มีประเภท เพราะพระองค์ทรงเอกะ และทรงกล่าวถึงพระองค์เองว่าเป็นผู้ทรงพิชิตเป็นการแสดงถึงการปฏิเสธสิ่งที่เป็นคู่เคียงกับพระองค์ เพราะทุกสิ่งย่อมถูกพิชิตภายใต้การพิชิตของพระองค์ ดังนั้นสิ่งนั้นย่อมจะคู่เคียงกับพระองค์ไม่ได้

5. พระองค์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินด้วยความจริงอันชัดแจ้ง (*1*) พระองค์ทรงให้กลางคืนคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางวันและทรงให้กลางวันคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางคืน (*2*) และทรงให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นประโยชน์ (แก่มนุษย์) ทุกสิ่งโคจรไปตามวาระที่ได้กำหนดไว้ พึงทราบเถิด พระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงอภัยอย่างมาก (*3*)

(1)  ทรงสร้างมันทั้งสองอย่างสมบูรณ์แบบ และลักษณะที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ด้วยความจริงที่ชัดแจ้งและหลักฐานอันแจ่มชัด
(2)  อัลกุรฏบีย์กล่าวไว้ในตัฟซีรของเขาว่า “คือทรงให้กลางคืนแผ่คลุมเข้าไปในกลางวันจนกระทั่งแสงของมันหายไปและกลางวันแผ่คลุมเข้าไปในกลางคืน จนกระทั่งความมืดหายไป ซึ่งตรงกับคำอธิบายของก็ตาดะฮฺ ในความหมายแห่งคำกล่าวของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ว่า “พระองค์ทรงให้กลางคืนแผ่คลุมกลางวัน ต่างก็ไล่ตามซึ่งกันและกันอย่างรวดเร็ว”
(3)  คือดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์จะโคจรไปเพื่อผลประโยชน์ของปวงบ่าว ทั้งสองต่างก็โคจรไปตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้ ณ ที่อัลลอฮฺ จนกระทั่งวันกิยามะฮฺ

6. พระองค์ทรงสร้างพวกเจ้าจากชีวิตหนึ่ง แล้วจากชีวิตนั้นทรงทำให้เป็นของคู่ครองของมัน และทรงประทานปศุสัตว์แปดตัวเป็นคู่แก่พวกเจ้า (*1*) พระองค์ทรงสร้างพวกเจ้าในครรภ์ของมารดาพวกเจ้า เป็นการบังเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ในความมืดสามชั้น(*2*) นั่นคืออัลลอฮฺ พระเจ้าของพวกเจ้า พระอำนาจเป็นสิทธิของพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ แล้วทำไมพวกเจ้าจึงผินหน้าไปทางอื่น!

(1)  อัฎฏ็อบรอนีย์ กล่าวว่า “พระองค์ทรงสร้างพวกเจ้าจากชีวิตหนึ่ง” คืออาดัม “แล้วจากชีวิตนั้นทรงทำให้เป็นคู่ครองของมัน” คือฮาวา ทรงสร้างนางจากซี่โครงซี่หนึ่งของเขา และทรงให้ปศุสัตว์ที่กินได้ คือ อูฐ วัว แพะ แกะ จำนวน 8 คู่ จากทุกชนิดมีตัวผู้และตัวเมีย
(2)  คือทรงสร้างพวกเจ้าในครรภ์ของมารดาเป็นขั้นตอน เพราะมนุษย์นั้นเริ่มจากน้ำอสุจิ แล้วเป็นก้อนเลือด แล้วเป็นก้อนเนื้อจนกระทั่งมีรูปร่างที่สมบูรณ์ จากนั้นก็เป่าวิญญาณเข้าไปร่างนั้น จนกลายเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ อยู่ในความมืดสามชั้น คือ ท้อง มดลูก และถุงน้ำครำ

7. หากพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธา ดังนั้น แท้จริงอัลลอฮฺนั้น ทรงพอเพียงจากพวกเจ้าและจะไม่ทรงปิติยินดีต่อการเนรคุณของปวงบ่าวของพระองค์ และหากพวกเจ้ากตัญญู พระองค์ก็จะทรงปิติยินดีต่อพวกเจ้า (*1*) และไม่มีผู้แบกภาระคนใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้ แล้วยังพระเจ้าของพวกเจ้าคือการกลับของพวกเจ้า (*2*) และพระองค์ก็จะทรงบอกเล่าพวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอก (*3*)

(1)  คือหากพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธาหลังจากที่พวกเจ้าได้พบเห็นร่องรอยแห่งเดชานุภาพของพระองค์ และความโปรดปรานอันหลากหลายของพระองค์แล้ว แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงพอเพียงจากพวกเจ้า จาการอีมานของพวกเจ้า จากการกตัญญูของพวกเจ้า พระองค์จะไม่ทรงพอพระทัยการเนรคุณของผู้หนึ่งผู้ใดจากมนุษย์ และหากพวกเจ้ากตัญญูต่อพระเจ้าของพวกเจ้า พระองค์จะทรงพอพระทัยต่อการกตัญญูจากพวกเจ้า ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของพวกเจ้า มิใช่พื่อผลประโยชน์ของพระองค์แต่อย่างใด
(2)  ไม่มีชีวิตใดแบกความผิดของอีกชีวิตหนึ่ง แต่ทุกคนจะได้รับโทษตามความผิดของเขาที่ได้กระทำไว้
(3)  คือจะทรงสอบสวนพวกเจ้าและตอบแทนพวกเจ้าตามที่พวกเจ้าได้กระทำไว้ และทรงรอบรู้สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในทรวงอก

8. และเมื่อทุกขภัยใด ๆ ประสบแก่มนุษย์ เขาก็จะวิงวอนขอต่อพระเจ้าของเขาเป็นผู้หันหน้าเข้าสู่พระองค์อย่างนอบน้อม (*1*) ครั้นเมื่อพระองค์ทรงประทานความโปรดปรานจากพระองค์ให้แก่เขา เขาก็ลืมสิ่งที่เขาได้เคยวิงวอนขอต่อพระองค์มาแต่ก่อน และเขาได้ตั้งภาคีคู่เคียงกับอัลลอฮฺเพื่อให้หลงจากทางของอัลลอฮฺ (*2*) จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ท่านจงร่าเริงเพียงระยะหนึ่งต่อการปฏิเสธของท่านเถิด แท้จริงท่านนั้นอยู่ในหมู่ชาวนรก (*3*)

(1)  เมื่อทุกขภัยเช่น ความยากจน เจ็บไข้ได้ป่วย และการทดสอบอื่น ๆ ประสบแก่เขา เขาจะผินหน้าเข้าหาพระองค์เพื่อวิงวอนขอให้ทุกขภัยนั้นหมดสิ้นไป
(2)  คือเมื่อทรงปลดเปลื้องความทุกข์ยากให้ผ่านพ้นไปแล้ว เขาก็ตั้งสิ่งอื่น ๆคู่เคียงกับอัลลอฮฺในการทำอิบาดะฮฺเขาลืมสภาพก่อน ๆ ขณะที่เขากำลังอยู่ในความทุกข์ยาก
(3)  เป็นการขู่สำทับ คือจงร่าเริงในขณะที่ท่านดำรงชีวิตอยู่ในโลกดุนยาที่จะสูญสลายนี้เพียงชั่วครู่หนึ่งเถิด เพราะท่านนั้นเป็นชาวนรกอย่างแน่นอน

9. ผู้ที่เขาเป็นผู้ภักดีในยามค่ำคืน ในสภาพของผู้สุญูด และผู้ยืนละหมาดโดยที่เขาหวั่นเกรงต่อโลกอาคิเราะฮฺ และหวังความเมตตาของพระเจ้าของเขา (จะเหมือนกับผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺกระนั้นหรือ?) จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด บรรดาผู้รู้และบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ? (*1*) แท้จริงบรรดาผู้มีสติปัญญาเท่านั้นที่จะใคร่ครวญ

(1)  คือหวั่นเกรงการลงโทษในวันอาคิเราะฮฺ และหวังความเมตตา คือหวังการตอบแทนด้วยสวนสวรรค์แน่นอน สภาพของบุคคลสองจำพวกนั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน อิมามอัลฟัครฺกล่าวไว้ในหนังสืออัลตัฟซีรอัลกะบีรว่า พึงทราบเถิดว่า อายะฮฺนี้เป็นการบ่งชี้ถึงเคล็ดลับที่ประหลาด ประการแรกก็คือ พระองค์ทรงเริ่มด้วยการกล่าวถึงการกระทำ และจบลงด้วยการกล่าวถึงวิชาความรู้ ส่วนที่ว่าการกระทำนั้นก็คือ การภักดี การสุญูด และการยืนละหมาด ส่วนที่ว่าวิชาความรู้ก็คือ คำตรัสของพระองค์ที่ว่า“บรรดาผู้รู้กับบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ” อันนี้เป็นการชี้บ่งว่าความสมบูรณ์ของมนุษย์นั้น อยู่ที่เป้าหมายทั้งสอง คือการกระทำและความรู้

10. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด โอ้ปวงบ่าวผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย! จงยำเกรงพระเจ้าของพวกท่านเถิด สำหรับบรรดาผู้ทำความดีในโลกนี้คือ (จะได้รับการตอบแทน) ความดีและแผ่นดินของอัลลอฮฺนั้นกว้างใหญ่ไพศาล (*1*) แท้จริงบรรดาผู้อดทนนั้นจะได้รับการตอบแทนรางวัลของพวกเขาอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องคำนวณ (*2*)

(1)  คือจงแจ้งแก่ปวงบ่าวของเราที่เป็นผู้ศรัทธา ซึ่งมีคุณลักษณะสองประการอยู่ในตัวของเขาคือ การศรัทธาและการยำเกรงอัลลอฮฺ นักตัฟซีรกล่าวว่า อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาในเรื่องยะอฺฟัร อิบนฺ อะบีฏอลิบ และสหายของเขา ขณะที่พวกเขาตั้งใจจะอพยพไปยังดินแดนหะบะชะฮฺ (เอธิโอเปีย) จุดมุ่งหมายในการนี้ก็เพื่อปลอบขวัญแก่พวกเขา และสนับสนุนให้มีการอพยพ
(2)  ดังนั้นพวกเจ้าจงอพยพจากดินแดนกุฟรฺไปยังดินแดนอีมาน พวกเจ้าอย่าพำนักอยู่ในดินแดนที่พวกเจ้าไม่สามารถที่จะธำรงไว้ซึ่งสัญลักษณ์ของอัลลอฮฺได้ และบรรดาผู้อดทนนั้นการตอบแทนของพวกเขาไม่สามารถที่จะชั่งตวงวัดได้

11. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด แท้จริงฉันได้ถูกบัญชาให้เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์

12. และฉันได้ถูกบัญชาให้ฉันเป็นคนแรกของปวงชนผู้นอบน้อม (*1*)

(1)  ในตัฟซีรอัลกุรฏบีย์กล่าวว่า ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นคนแรกของประชาชาตินี้ในปวงบ่าวผู้นอบน้อม เพราะท่านเป็นคนแรกที่ไม่ยอมปฏิบัติตามศาสนาของปู่ย่าตายายของท่าน ท่านเป็นผู้ทำลายรูปปั้นและเจว็ดต่าง ๆ ยอมนอบน้อมผินหน้าเข้าหาอัลลอฮฺ ศรัทธาต่อพระองค์ และเรียกร้องไปสู่พระองค์

13. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด แท้จริงฉันกลัวการลงโทษแห่งวันอันยิ่งใหญ่ หากฉันฝ่าฝืนพระเจ้าของฉัน (*1*)

(1)  ฉันกลัวว่า หากฉันฝ่าฝืนพระบัญชาของพระองค์แล้ว พระองค์ก็จะลงโทษฉันในวันกิยามะฮฺด้วยนรกญะฮันนัม

14. จงกล่าวเถิด เฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นที่ฉันเคารพภักดีโดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาของฉันต่อพระองค์ (*1*)

(1)  ฉันจะไม่เคารพภักดีสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺพระองค์เดียว เป็นผู้สุจริตมั่นต่อพระองค์ในการจงรักภักดีของฉันและการอิบาดะฮฺของฉัน จากทุกสิ่งที่เป็นภาคีต่อพระองค์

15. ดังนั้นพวกท่านจงสักการะบูชาตามที่พวกท่านประสงค์อื่นจากพระองค์เถิด จงกล่าวเถิดว่า แท้จริงบรรดาผู้ขาดทุนนั้นคือ บรรดาผู้ที่ทำตัวของพวกเขาเอง และครอบครัวของพวกเขาให้ขาดทุนในวันกิยามะฮฺ พึงรู้เถิดว่านั่นคือ การขาดทุนอย่างชัดแจ้ง (*1*)

(1)  อายะฮฺนี้เป็นประโยคคำสั่งใช้ในรูปแบบของการขู่สำทับ คือพวกท่านจงเคารพสักการะตามสิ่งที่พวกท่านประสงค์อื่นจากอัลลอฮฺเป็นต้นว่า รูปปั้นก็ดี เจว็ดก็ดี แล้วพวกท่านก็จะเห็นบั้นปลายแห่งการปฏิเสธศรัทธาของพวกท่าน ในหนังสืออัลตัฟซีร อัลกะบีรกล่าวว่า อิบนฺอับบาสกล่าวว่า แท้จริงมนุษย์ทุกคนนั้นมีที่พำนัก ครอบครัว และคนรับใช้ในสวนสวรรค์ หากเขาจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺเขาก็จะได้รับสิ่งดังกล่าวเป็นการตอบแทน และหากเขาเป็นชาวนรก เขาจะถูกห้ามจากสิ่งดังกล่าว เขาจึงขาดทุนด้วยตัวของเขาเอง ครอบครัวของเขาและที่พำนัก

16. สำหรับพวกเขานั้นมีชั้นของเปลวไฟนรกปกคลุมเหนือพวกเขา และเบื้องล่างของพวกเขาก็มีชั้นของเปลวไฟนรกอยู่ด้วย สิ่งนั้นแหละที่อัลลอฮฺทรงทำให้ปวงบ่าวของพระองค์กลัว โอ้ปวงบ่าวของข้าเอ๋ย ! จงยำเกรงต่อข้าเถิด (*1*)

(1)  คือเปลวไฟนรกจะปกคลุมพวกเขาทั้งข้างบน ข้างล่าง และห้อมล้อมพวกเขาทุก ๆ ด้าน ความหมายของคำว่า “ซุละมุน” คือเปลวไฟนรกมองเห็นเป็นชั้น ๆ ดูหนาทึบ การลงโทษอย่างหนักหน่วงเช่นนี้ อัลลอฮฺ ตะอาลา นำมากล่าวไว้เพื่อเป็นการขู่สำทับปวงบ่าวของพระองค์ เพื่อที่จะระงับการกระทำที่เป็นหะรอมและเป็นบาป อัลซะมัคชะรีย์ได้กล่าวไว้ในตัฟซีรของท่านว่า นี่คือข้อเตือนสติจากอัลลอฮฺ ตะอาลา แก่ปวงบ่าวของพระองค์ และเป็นคำสั่งสอนที่ดียิ่ง

17. และบรรดาผู้ที่หลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ดเพื่อที่จะไม่สักการะบูชามัน และหันไปจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺ สำหรับพวกเขานั้นมีข่าวดีดังนั้นเจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่ปวงบ่าวของข้า (*1*)

(1)  เมื่อพระองค์กล่าวถึงสัญญาร้ายแก่ผู้สักการะบูชาปั้นและเจว็ด พระองค์ทรงกล่าวถึงสัญญาหรือข่าวดีแก่ผู้ที่ประกอบคุณงามความดีที่ปลีกตัวให้พ้นจากการตั้งภาคี และการฝ่าฝืน ทั้งนี้เพื่อให้สัญญาดีควบคู่ไปกับสัญญาร้ายอันจะเป็นผลให้เกิดความหวังในความเมตตา และความกลัวในการลงโทษ

18. บรรดาผู้ที่สดับฟังคำกล่าว แล้วปฏิบัติตามที่ดีที่สุดของมัน ชนเหล่านี้คือบรรดาผู้ที่อัลลอฮฺทรงชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องแก่พวกเขาและชนเหล่านี้พวกเขาคือผู้ที่มีสติปัญญาใคร่ครวญ (*1*)

(1)  อิบนฺ อิบนาส กล่าวว่า คือบุคคลที่สดับฟังคำพูดที่ดีและคำพูดที่น่าเกลียด แล้วเขาก็พูดในสิ่งที่ดีและระงับไม่พูดสิ่งที่น่ารังเกียจ

19. ดังนั้นผู้ที่คำมั่นสัญญาแห่งการลงโทษได้คู่ควรแก่เขาแล้ว (เจ้าสามารถจะฮิดายะฮฺให้แก่เขา) กระนั้นหรือ? และเจ้าจะช่วยผู้ที่อยู่ในนรกให้รอดพ้นได้หรือ ? (*1*)

(1)  อัลกุรฏบีย์ กล่าวว่า ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีความห่วงใยในการอีมานของกลุ่มชนของท่านแต่เขาเหล่านั้นอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงลิขิตความชั่วให้แก่พวกเขาแล้ว อายะฮฺนี้จึงถูกประทานลงมา อิบนฺ อับบาส กล่าวว่า หมายถึงอะบูละฮับ และลูกของเขา ตลอดจนญาติบางคนของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ไม่ยอมศรัทธา

20. แต่บรรดาผู้ยำเกรงพระเจ้าของพวกเขานั้น (*1*) สำหรับพวกเขาจะมีคฤหาสน์สง่าโอ่โถงเหนือขึ้นไปอีกก็มีคฤหาสน์สง่าโอ่โถงสร้างไว้ ณ เบื้องล่างของมันมีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน (มันเป็น) ข้อสัญญาของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺนั้นจะไม่ทรงบิดพริ้วสัญญา (*2*)

(1)  คือบรรดามุอฺมินที่ดี มีความยำเกรงอัลลอฮฺในโลกดุนยา ยึดมั่นต่อบทบัญญัติของพระองค์ และมีความจงรักภักดีต่อพระองค์
(2)  คืออัลลอฮฺทรงสัญญาแก่พวกเขาเช่นนั้น เป็นการสัญญาที่แน่นอน พระองค์จะไม่บิดพริ้วเป็นอันขาด เพราะเป็นสัญญาของพระผู้ทรงอำนาจ พระผู้ทรงเดชานุภาพ

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved