ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


35. ซูเราะฮฺ ฟาฏิร (Fatir)
ความหมายโดยสรุป

เป็นบัญญัติมักกียะฮฺ มี 45 อายะฮฺ

ซูเราะฮฺ ฟาฏิร เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺ ที่ถูกประทานลงมาก่อนการอพยพของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซูเราะฮฺจะดำเนินไปตามเป้าหมายหลัก ซึ่งบรรดาอายาตมักกียะฮฺถูกประทานมาเพื่อการนี้ นั่นก็คือเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหลักการศรัทธา หมายถึงการเรียกร้องเชิญชวนไปสู่การให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ การนำหลักฐานมาแสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์ การทำลายล้างรากฐานของการตั้งภาคี (ชิริก) การสนับสนุนให้ชำระล้างจิตใจจากความชั่วร้ายต่าง ๆ และการเสริมแต่งด้วยมรรยามอันดีงาม

ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงการเริ่มของพระผู้ทรงเนรมิต ซึ่งทรงสร้างจักรวาล มะลาอิกะฮฺ มนุษย์ และญิน และได้พิสูจน์หลักฐานให้เป็นที่ประจักษ์ถึงการฟื้นคืนชีพและการชุมนุมกันถึงโฉมหน้าของจักรวาลที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน ถึงแผ่นดินที่มีชีวิตชีวาหลังจากแห้งแล้งถึงการให้ฝนตกลงมา ถึงการให้พืชผักผลไม้งอกเงยออกมา ถึงการหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันของกลางคืนและกลางวัน ถึงการให้มนุษย์เกิดมาเป็นขั้นตอน และอื่นจากนี้ที่เป็นหลักฐานยืนยันถึงเดชานุภาพและความเป็นเอกะของพระองค์

ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงข้อแตกต่างอย่างมากมายระหว่างมุอฺมินกับกาฟิร โดยได้ยกตัวอย่างถึงคนตาบอดกับคนตาดี ความมืดกับความสว่าง เงาร่มและลมร้อน

ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงพยานหลักฐานแห่งเดชานุภาพ ในข้อแตกต่างแห่งชนิดต่าง ๆ ของผลไม้ ในสรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เช่น มนุษย์ สัตว์ต่าง ๆ และปศุสัตว์ ในการแตกต่าง แห่งรูปขนาดของภูเขาและก้อนหิน และความหลากชนิดระหว่างขาว ดำ ทั้งหมดนั้นได้แสดงออกมาถึงความยิ่งใหญ่ของพระผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพิชิตโดยเด็ดขาด

หลังจากนั้นซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงสิ่งที่ประชาชาติของมุฮัมมัดได้รับช่วงมา นั่นก็คือสาสน์จากฟากฟ้าที่มีเกียรติยิ่ง ด้วยการประทานคัมภีร์อันประเสริฐซึ่งเป็นจุดรวมของความประเสริฐอันหลากหลายแห่งบรรดาคัมภีร์ของอัลลอฮฺ จากนั้นก็ได้แบ่งประชาชาติออกเป็น 3 จำพวก คือ พวกที่บกพร่องกระทำความชั่ว พวกที่กระทำความดี และพวกที่รีบเร่งแข็งขันกันทำความดี

ซูเราะฮฺนี้จบลงด้วยการกล่าวประณามและคาดโทษพวกมุชริกีนในการที่พวกเขาเคารพสักการะบูชารูปปั้น เจว็ด และหินปูน

ชื่อของซูเราะฮฺ

ซูเราะฮฺ ฟาฏิรถูกขนานนามเช่นนี้ เป็นการรำลึกถึงชื่ออันประเสริฐ และคุณลักษณะอันงดงาม ในตอนแรกเริ่มของซูเราะฮฺ เพราะคุณลักษณะอันนี้เป็นการบ่งชี้ถึงความสวยสดงดงาม การประดิษฐ์ให้มีขึ้น และการเนรมิตที่ไม่มีแบบฉบับมาก่อนเลย ในการนี้เป็นการแสดงถึงการวาดมโนภาพอันละเอียดอ่อน ตลอดจนการเนรมิตที่แปลกประหลาด พระองค์ผู้ทรงบังเกิดมะลาอิกะฮฺ และทรงสร้างพวกเขาในรูปแบบที่ประหลาดและสวยงาม



1. บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน (*1*) ผู้ทรงแต่งตั้งมะลาอิกะฮฺให้เป็นผู้นำข่าว ผู้มีปีกสอง สาม และสี่ ทรงเพิ่มในการสร้างตามที่พระองค์ทรงประสงค์ (*2*) แท้จริง อัลลอฮฺนั้นเป็นผุ้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง

(1)  พระผู้ทรงเนรมิตพระผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย
(2)  คือมีรูปร่างใหญ่โตแตกต่างกัน มีปีกมากหลาย ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เห็นญิบรัลมี 600 ปีกในคืนอัลอิสรออฺ ระหว่างทุก ๆสองปีกมีขนาดเท่าระหว่างตะวันออกกับตะวันตก อัซซุฮฺรีย์ รายงานว่าญิบรีลได้กล่าวแก่ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า โอ้มุฮัมมัด! หากท่านเห็นอิสรอฟีลแล้วจะรู้สึกอย่างไร! เพราะเขามี 12,000 ปีก ปีกข้างหนึ่งอยู่ทางตะวันออกและอีกข้างหนึ่งอยู่ทางตะวันตก และบัลลังก์นั้นตั้งอยู่บนตัวเขา (อิสรอฟีล)

2. สิ่งใดที่อัลลอฮฺทรงประทานให้จากความเมตตาแก่มนุษย์ชาติ ไม่มีผู้ยับยั้งมันได้ (*1*) และสิ่งใดที่พระองค์ทรงยับยั้งไว้ ก็ไม่มีผู้ใดให้มันได้หลังจาก (การยับยั้ง) ของพระองค์และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ

(1)  สิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานให้เช่น ความเมตตา ความโปรดปราน การมีสุขภาพสมบูรณ์ ความปลอดภัย วิชาความรู้ ฮิกมะฮฺ ปัจจัยยังชีพ การส่งบรรดาร่อซูลมาเพื่อชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องแก่มวลมนุษย์และอื่นจากนั้น ในรูปแบบและชนิดต่าง ๆ ของความโปรดปรานอย่างเหลือคณานับ ไม่มีผู้ใดสามารถที่จะยับยั้งมันและห้ามปรามการสร้างของอัลลอฮฺได้ ดังนั้น พระองค์คือผู้ทรงกรรมสิทธิ์ พระผู้ทรงประทานให้ ซึ่งไม่มีผู้ใดยับยั้งในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้ และไม่มีผู้ให้ในสิ่งที่พระองค์ทรงยับยั้ง

3. โอ้มนุษย์เอ๋ย! พวกเจ้าจงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเจ้า (*1*) จะมีพระผู้สร้างอื่นใดจากอัลลอฮฺกระนั้นหรือ (*2*) ที่จะประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าจากฟากฟ้าและแผ่นดิน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ดังนั้น ทำไมเล่าพวกเจ้าจึงถูกหลอกลวงให้หันห่างออกไป (จากความจริง) (*3*)

(1)  หมายถึงจงขอบคุณพระเจ้าของพวกเจ้าต่อความโปรดปรานอันมากหลายเหลือคณานับ ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่พวกเจ้า
(2)  เป็นคำถามเชิงปฏิเสธ
(3)  ทำไมพวกเจ้าจึงถูกนำไปให้เคารพบูชาเจว็ดต่าง ๆ หลังจากที่ได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งแล้ว

4. และพวกเขาได้สาบานต่ออัลลอฮฺด้วยการสาบานอย่างแข็งขันของพวกเขาว่า หากมีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา แน่นอนพวกเขาก็จะเป็นประชาชาติหนึ่งที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องยิ่ง (กว่าประชาชาติอื่น ๆ ) (*1*) ครั้นเมื่อได้มีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา (*2*) มันมิได้เพิ่มสิ่งใดแก่พวกเขานอกจากการเตลิดหนี

(1)  อะบุสสะอู๊ดกล่าวว่า มีข่าวมาถึงพวกกุเรชก่อนท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับการแต่งตั้งว่าพวกอะฮฺลุลกิตาบปฏิเสธบรรดาร่อซูลของพวกเขา พวกเขากล่าวว่า ขออัลลอฮฺทรงสาปแช่งพวกยะฮูดและนะซอรอ บรรดาร่อซูลได้ถูกส่งมายังพวกเขา แล้วพวกเขาก็ปฏิเสธบรรดาร่อซูล วัลลอฮี่ หากมีร่อซูลมายังพวกเรา แน่นอนพวกเราจะเป็นประชาชาติหนึ่งที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องยิ่งกว่าพวกสมัยก่อน ๆ
(2)  คือท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งเป็นร่อซูลที่มีเกรียติยิ่งมายังพวกเขา

5. โอ้มนุษย์เอ๋ย ! แท้จริงสัญญาของอัลลอฮฺนั้นเป็นจริงเสมอ (*1*) ดังนั้น อย่าให้การดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ล่อลวงพวกเจ้า (*2*) และอย่าให้การหลอกล่อ (ชัยฏอน) มาล่อลวงพวกเจ้าเกี่ยวกับอัลลอฮฺเป็นอันขาด (*3*)

(1)  คือสัญญาของพระองค์ที่มีต่อพวกเจ้าในเรื่องการฟื้นคืนชีพและการตอบแทนนั้นเป็นจริงอย่างแน่นอน โดยมิต้องสงสัย
(2)  อย่าให้การดำชีวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยความเพริศแพร้วของมัน และความสุขสำราญของมัน ทำให้พวกเจ้าหลงลืมถึงการมีชิวิตอยู่ในโลกอาคิเราะฮฺ
(3)  อย่าให้ชัยฏอนหลอกลวงพวกเจ้าจนกระทั่งหลงไหลเคลิบเคลิ้มไปกับมัน โดยหวังการอภัยและความใจบุญของพระองค์ มันจะหลอกล่อให้พวกเจ้าหวังในการอภัยโทษพร้อมกับยังคงกระทำสิ่งที่เป็นการทรยศ

6. แท้จริง มารชัยฏอนนั้นเป็นศัตรูกับพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจงถือว่ามันเป็นศัตรู (*1*) แท้จริง มันเรียกร้องพลพรรคของมัน เพื่อให้พวกมันเป็นสหายแห่งไฟลุกโชติช่วง (*2*)

(1)  มันเป็นศัตรูตัวฉกาจ การเป็นศัตรูของมันมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ จะหมดสิ้นไปไม่ได้ ฉะนั้นจงเป็นศัตรูกับมัน เหมือนกับที่มันเป็นศัตรูกับพวกเจ้า และอย่าได้เชื่อฟังมันเป็นอันขาด
(2)  ดังนั้น จะเหมาะสมละหรือที่ผู้มีสติปัญญาจะตอบรับการเรียกร้องของชัยฏอน

7. บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น สำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันสาหัส ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย (*1*) สำหรับพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันยิ่งใหญ่

(1)  การรวมคุณลักษณะ 2 ประการ คือ การศรัทธาและการกระทำความดีเข้าด้วยกันนั้นเป็นการชี้ให้เห็นถึงว่าทั้งสองคุณลักษณะเป็นของคู่กัน คือการอีมาน หมายถึงการเชื่อมัน การพูด และการปฏิบัติ

8. ดังนั้น ผู้ที่ความชั่วแห่งการงานของเขาได้ถูกนำให้เพริศแพร้วแก่เขา แล้วเขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งดีกระนั้นหรือ ? (*1*) แท้จริง อัลลอฮฺจะทรงทำให้หลงผิดแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์และจะทรงชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ดังนั้น เจ้าอย่าทำให้จิตใจของเจ้ากลับกลายเป็นระทมทุกข์ เนื่องเพราะพวกเขา (*2*) แท้จริง อัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ

(1)  เป็นการถามเชิงปฏิเสธ ความหมายก็คือผู้ที่ชัยฏอนได้หลอกลวงเขา โดยทำให้การงานที่ชั่วของเขาเห็นเป็นการงานที่ดี คือหลอกลวงเขาว่าการกุฟรฺและการหลงผิดนั้นเป็นงานที่ดี บุคคลประเภทนี้กับผู้ที่มองเห็นว่าการกุฟรฺการหลงผิดนั้นเป็นสิ่งที่น่าเกลียด เขาจึงหลีกเลี่ยงและเลือกทางเดินที่ถูกต้อง ดังนั้นบุคคลทั้งสองประเภทจะเท่าเทียมกันละหรือ ?
(2)  คืออย่าเสียใจและเป็นทุกข์เป็นร้อนในการที่พวกเขาไม่ยอมศรัทธา

9. และอัลลอฮฺซึ่งทรงส่งลมทั้งหลายออกไป (*1*) และมันได้หอบเป็นเมฆขึ้น แล้วเราได้ให้มันพัดพาไปยังดินแดนที่แห้งแล้ง แล้วเราได้ให้แผ่นดินนั้นมีชีวิต (ชุ่มชื้นด้วยน้ำฝน) หลังจาการแห้งแล้งของมัน เช่นนั้นแหละการฟื้นคืนชีพ (*2*)

(1)  เพื่อแจ้งข่าวดีว่าจะมีฝนตกลงมา
(2)  ดังเช่นอัลลอฮฺทรงให้ดินแดนที่แห้งแล้งกลับมีชีวิตชีวา ชุ่มชื้นด้วยน้ำฝน พระองค์ก็จะทรงให้คนตายกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจากกุบูรของพวกเขา

10. ผู้ใดต้องการอำนาจ ดังนั้น อำนาจทั้งมวลเป็นของอัลลอฮฺ (*1*) คำกล่าวที่ดีย่อมจะขึ้นไปสู่พระองค์ (*2*) และการงานที่ดีนั้นพระองค์ทรงยกย่องสรรเสริญมัน (*3*) และบรรดาผู้วางแผนชั่วร้ายทั้งหลายนั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บแสบ (*4*) และแผนการณ์ของชนเหล่านั้นย่อมจะพินาศ

(1)  คือจงขอต่อพระองค์โดยตรง เพราะอำนาจทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺพระองค์เดียว
(2)  เช่น การซิกรุลลอฮฺ การขอพร การอ่านอัลกุรอาน การกล่าวตัสบีหฺ การกล่าวสรรเสริญ และอื่นจากนี้
(3)  คือพระองค์ทรงตอบรับการงานที่ดี และตอบแทนความดีแก่ผู้ปฏิบัติ
(4)  คือบรรดาผู้วางแผนชั่วร้ายเพื่อจะดับรัศมีของอัลลอฮฺ และวางแผนร้ายเพื่อทำลายล้างอิสลามและมุสลิมีนในวันอาคิเราะฮฺ พวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างเจ็บแสบในนรกญะฮันนัม

11. และอัลลอฮฺทรงบังเกิดพวกเจ้ามาจากฝุ่นดิน แล้วก็มาจากเชื้ออสุจิ แล้วทรงทำให้พวกเจ้าเป็นคู่สามีภริยา (*1*) และจะไม่มีหญิงใดตั้งครรภ์และนางจะไม่คลอด เว้นแต่ด้วยความรอบรู้ของพระองค์ และไม่มีผู้สูงอายุคนใดจะถูกยืดอายุออกไป และอายุของเขาก็จะไม่ถูกตัดทอน เว้นแต่อยู่ในบันทึก (ของพระองค์) แท้จริง นั่นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮฺ

(1)  คือทรงบังเกิดพวกเจ้าเป็นเพศชายและเพศหญิง ทรงให้บางคนในพวกเจ้าสมรสกับอีกบางคน เพื่อให้อยู่ร่วมกันในโลกนี้

12. และทะเลทั้งสองนั้นไม่เหมือนกัน (*1*) อันนี้จืดสนิทอร่อยน่าดื่ม พอใจในเครื่องดื่มของมัน และอันนี้เค็มจัด และจากแต่ละทุกแห่งนั้น พวกเจ้าจะได้กินเนื้ออันอ่อนนุ่ม (*2*) และพวกเจ้า เอาออกมาจาก (ทะเลทั้งสอง) เครื่องประดับ เพื่อใช้มันเป็นอาภรณ์ (*3*) และเจ้าเห็นเรือแล่น ฝ่าผิวน้ำไป เพื่อพวกเจ้าจะได้แสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ (*4*) และเพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ

(1)  คือน้ำทะเลกับน้ำจืด
(2)  คือจากน้ำทะเลและแม่น้ำนั้น พวกเจ้าจะได้กินปลาหลากหลายชนิด รสชาติ และรูปร่างที่แตกต่างกัน ตลอดจนเนื้อที่อ่อนนุ่ม
(3)  เช่น ไข่มุก และพลอย
(4)  คือเรือเดินทะเลขนาดใหญ่แล่นผ่านไปผ่านมา บรรทุกสินค้าและผู้คน มันจะไม่จมลงไป ทั้งนี้เพราะการประทานความสะดวกของอัลลอฮฺ ตะอาลา นั่นเอง

13. พระองค์ทรงให้กลางคืนคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางวัน และทรงให้กลางวันคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางคืน (*1*) และทรงให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นประโยชน์ (แก่มนุษย์) ทุกสิ่งโคจรไปตามวาระที่ได้กำหนดไว้ นั่นคือ อัลลอฮฺพระเจ้าของพวกเจ้า (*2*) อำนาจการปกครองทั้งมวลเป็นสิทธิ์ของพระองค์ และสิ่งที่พวกเจ้าวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้นพวกมันมิได้ครอบครองสิ่งใดแม้แต่เยื่อบางหุ้มเมล็ดอินทผลัม (*3*)

(1)  และยังให้กลางคืนยาวและสั้น กลางวันสั้นและยาว ทั้งนี้จะเกิดขึ้นตามฤดูกาล จนกระทั่งในบางประเทศฤดูร้อน กลางวันจะยาวถึง 16 ชั่วโมง กลางคืนมีเพียง 8 ชั่วโมงเท่านั้น นี่คือสัญญาณหนึ่งในบรรดาสัญญาณของอัลลอฮฺที่บ่งชี้ถึงเดชานุภาพของพระองค์ นี่คือปรากฏการณ์ของจักรวาลที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นระบบที่รัดกุม มิได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือโดยบังเอิญ แต่เป็นการกระทำของอัลลอฮฺที่พระองค์ทรงทำให้ทุกสิ่งที่ถูกบังเกิดขึ้นมานั้นเรียบร้อยและสมบูรณ์
(2)  คือพระผู้ทรงกระทำสิ่งต่าง ๆเหล่านี้คือ พระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเจ้า
(3)  คือสิ่งที่พวกเจ้าบูชาอื่นจากอัลลอฮฺ เช่น รูปปั้นและเจว็ดต่าง ๆ พวกมันมิได้ครอบครองสิ่งใดที่จะให้คุณให้โทษแก่พวกเจ้าได้เลย แม้แต่เพียงเยื่อบางหุ้มเมล็ดอินทผลัม

14. หากพวกเจ้าวิงวอนขอพวกมัน พวกมันจะไม่ได้ยินการวิงวอนขอ ของพวกเจ้า (*1*) ถึงแม้พวกมันได้ยินพวกมันก็จะไม่ตอบรับพวกเจ้า (*2*) และในวันกิยามะฮฺพวกมันจะปฏิเสธการตั้งภาคีของพวกเจ้า และไม่มีผู้ใดแจ้งแก่เจ้าได้นอกจากพระผู้ทรงรอบรู้ ตระหนักยิ่ง

(1)  คือจะไม้ได้ยินเสียงวิงวอนขอของพวกเจ้า
(2)  เพราะพวกมันพูดไม่ได้

15. โอ้มนุษย์เอ๋ย ! พวกเจ้าเป็นผู้ขัดสนต้องการพึ่งอัลลอฮฺ (*1*) แต่อัลลอฮฺนั้น พระองค์ทรงมั่งมีอย่างล้นเหลือ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ

(1)  คือทั้งในสภาพการดำรงอยู่ของพวกเจ้าและในทุก ๆสถานภาพ

16. หากพระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็จะทรงให้พวกเจ้าสูญสิ้นไป (*1*) และจะทรงนำมาซึ่งกลุ่มชนรุ่นใหม่

(1)  คือพินาศย่อยยับไป ในการนี้เป็นการเตือนและขู่สำทับ

17. และในการณ์นั้นมิใช่เป็นการยากแก่อัลลอฮฺ เลย (*1*)

(1)  แต่มันเป็นการง่ายสำหรับพระองค์ คือเมื่อพระองค์ตรัสแก่สิ่งใดว่า "จงเป็น" แล้วมันก็จะเป็นขึ้นมา

18. และไม่มีผู้แบกภาระคนใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้ (*1*) และ ถ้าผู้ที่แบกภาระหนักอยู่แล้วขอร้อง (ผู้อื่น) ให้ช่วยแบกมัน ก็จะไม่มีสิ่งใดถูกแบกออกจากเขา ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นญาติสนิทก็ตาม (*2*) แท้จริงเจ้าเป็นเพียงผู้ตักเตือนบรรดาผู้เกรงกลัวพระเจ้าของพวกเขาในสิ่งเร้นลับ และพวกเขาดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและผู้ใดขัดเกลาตนเอง แท้จริง เขาก็ขัดเกลาเพื่อตัวของเขาเอง (*3*) และยังอัลลอฮฺเท่านั้นคือการกลับไป (*4*)

(1)  คือไม่มีผู้กระทำผิดคนใดจะแบกความผิดของผู้อื่นได้
(2)  คือผู้ที่มีความผิดของตนอยู่แล้วจะถูกขอร้องให้ช่วยแบ่งเบาภาระจากผู้อื่น เขาก็ไม่สามารถจะกระทำได้แม้จะเป็นญาติใกล้ชิดสนิทสนมกันสักปานใด เช่น พ่อหรือลูก ในวันนั้นจะไม่มีการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ
(3)  คือผู้ใดขัดเกลาจิตใจของเขาให้สะอาดจากสิ่งที่ไม่ดีงามต่าง ๆ ผลแห่งการกระทำนั้นย่อมกลับมาสู่ตัวของเขา ความดีงามของเขาและความยำเกรงของเขาย่อมได้แก่ตัวของเขา
(4)  คือพระองค์จะทรงตอบแทนทุก ๆคนด้วยผลงานของเขา

19. และคนตาบอดกับคนตาดีนั้น (*1*) ย่อมไม่เหมือนกัน

(1)  หมายถึงกาฟิรกับมุอฺมิน

20. และความมืดทึบกับแสงสว่าง (*1*) ก็ไม่เหมือนกัน

(1)  หมายถึงการปฏิเสธศรัทธากับการอีมาน

[1] [ 2] [ 3] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved