ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


33. ซูเราะฮฺ อัลอะหฺซาบ (Al-Ahzab)
ความหมายโดยสรุป

เป็นบัญญัติมะดะนียะฮฺ มี 73 อายะฮฺ

ซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ เป็นซูเราะฮฺมะดะนียะฮฺ ซึ่งประมวลไว้ด้วยการตราพระบัญญัติเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของประชาชาติอิสลาม เช่นเดียวกับซูเราะฮฺมะดะนียะฮฺอื่น ๆ สำหรับซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงการดำรงชิวิตของบรรดามุสลิม ทั้งในด้านส่วนตัวและในด้านที่เกี่ยวกับผู้อื่นโดยทั่วไปโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งได้วางระเบียบการปกครองเอาไว้เพื่อคุ้มครองสังคมให้มีความสงบสุข และยกเลิกขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่อดีต เช่น การเอาลูกของคนอื่นมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม การกล่าวซิฮาร (การกล่าวคำหย่าแบบสมัยญาฮิลียะฮฺ ) คือฝ่ายชายกล่าวกับภริยาของเขาว่า “เธอเป็นเสมือนหลังของมารดาของฉัน” การเชื่อมั่นว่าคนหนึ่งมีสองหัวใจ ตลอดจนลบล้างการเชื่อถืออย่างคร่ำครึและล้าหลังของสังคมญาฮิลียะฮฺ ซึ่งเป็นที่แพร่หลายอยู่ในขณะนั้น

หัวข้อใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นที่แพร่หลายอยู่ในขณะนั้น

    1. ข้อชี้แนะต่าง ๆ และมารยาทอิสลาม
    2. กฎระเบียบการปกครองและการตราพระบัญญัติ
    3. การกล่าวถึงเรื่องของสงครามอัลอะหฺซาบและบะนีกุร็อยเซาะฮฺ

เรื่องที่หนึ่ง ได้กล่าวถึงมรรยาทของสังคมบางอย่าง เช่น มรรยาทการรับเชิญไปกินเลี้ยง มรรยาทการปิดร่างกายของสตรี และหิญาบ และการแต่งตัวของสตรี มรรยาทการปฏิบัติและการยกย่งอให้เกียรติแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตลอดจนมรรยาทอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสังคม

เรื่องที่สอง ได้กล่าวถึงระเบียบข้อบัญญัติบางประการ เช่น บัญญัติเกี่ยวกับการกล่าว “ซิฮาร” การเลี้ยงลูกคนอื่นเป็นบุตรบุญธรรม เรื่องเกี่ยวกับมรดก การสมรสกับสตรีที่ถูกหย่าจากบุตรบุญธรรม การมีภริยาหลายคนของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเคล็ดลับของเรื่องนั้น บัญญัติเกี่ยวกับการขอพรให้ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บัญญัติเกี่ยวกับการคลุมศีรษะของสตรี บัญญัติเกี่ยวกับการเชิญไปกินเลี้ยง และอื่น ๆ อีก

เรื่องที่สาม ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวอย่างละเอียดถึงสงครามสนามเพลาะที่เรียกกันว่า สงคราม “อัลอะหฺซาบ” และได้วาดเค้าโครงให้เห็นภาพลักษณ์อย่างละเอียดถึงการรวมหัวกันของพลังพวกที่ฝ่าฝืนและพลังแห่งความชั่ว เพื่อต่อต้านบรรดามุอฺมินผู้ศรัทธา โดยเปิดโปงสิ่งซ่อนเร้นของพวกมุนาฟิกีน และได้เตือนพวกเขาให้ตระหนักถึงแนวทางการปฏิบัติที่มีเล่ห์เหลี่ยมและชั่วช้า ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงพวกเขาทั้งในตอนเริ่มและตอนจบ และได้กล่าวเตือนบรรดาผู้ศรัทธาให้รำลึกถึงความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่มีต่อพวกเขา ในการตอบโต้เล่ห์เหลี่ยมของฝ่ายตรงข้าม ด้วยการส่งมะลาอิกะฮฺและลมพายุมา นอกจากนั้นยังกล่าวถึงสงครามบะนีกุร็อยเซาะฮฺ และการที่พวกยะฮูดบิดพลิ้วสัญญาที่มีต่อท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ชื่อของซูเราะฮฺ

ซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบถูกเรียกชื่อนี้เพราะว่า พวกมุชริกีนได้รวมกันเป็นสมัครพรรคพวก เพื่อต่อต้านบรรดามุสลิมในทุก ๆ ด้าน พวกกุฟฟารมักกะฮฺได้ร่วมกับตระกูลฆ้อฏฟาน บะนีกุร็อยเซาะฮฺ และพวกอันธพาลอาหรับ เพื่อทำสงครามกับบรรดามุสลิมีน แต่ทว่าอัลลอฮฺทรงตอบโต้พวกเหล่านั้นให้ประสบกับความปราชัย ในการทำสงครามครั้งนี้เป็นการพอเพียง แก่บรรดามุอฺมินที่ได้เห็นสิ่งปาฏิหาริย์อย่างชัดแจ้ง



1. โอ้ นะบี! จงยำเกรงอัลลอฮฺ (*1*) และอย่าเชื่อฟังพวกปฏิเสธศรัทธาและพวกมุนาฟิกีน (*2*) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ

(1)  เป็นการเรียกที่ให้เกียรติและยกย่อง เพราะคำว่า นะบี นั้นทำให้เกิดความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และการให้เกียรติ คือ จงธำรงและยึดมั่นต่อการยำเกรงอัลลอฮฺ
(2)  นักตัฟซีรอธิบายว่า พวกมุชริกีนได้ขอร้องท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มิให้กล่าวถึงบรรดาเจว็ดของพวกเขาไปในทางที่ไม่ดี และว่าบรรดาเจว็ดเหล่านั้นจะให้ความช่วยเหลือได้ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมไม่พอใจต่อคำกล่าวนั้น อายะฮฺนี้จึงถูกประทานลงมา

2. และจงปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกวะฮี (*3*) แก่เจ้า จากพระเจ้าของเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ดียิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (*4*)

(1)  คือบัญญัติศาสนาอันเที่ยงธรรมและมีเหตุมีผล
(2)  ไม่มีกิจการใด ๆ ของพวกเจ้าจะเป็นที่ปกปิดแก่พระองค์ และพระองค์จะเป็นผู้ตอบแทนมัน

3. และจงมอบความไว้วางใจแด่อัลลอฮฺและพอเพียงแล้วที่อัลลอฮฺเป็นผู้คุ้มครอง (*5*)

(1)  คือเป็นผู้พิทักษ์และช่วยเหลือเจ้าและบรรดาสาวกของเจ้า

4. อัลลอฮฺมิได้ทรงทำให้ชายใดมีสองหัวใจในทรวงอกของเขา (*1*) และพระองค์มิได้ทรงทำให้ภริยาของพวกเจ้าซึ่งพวกเจ้าหย่าพวกเธอ (ด้วยการกล่าวซิฮารฺ) ว่าเป็นแม่ของพวกเจ้า (*2*) และพระองค์มิได้ทรงทำให้การเรียก(ลูกบุญธรรม) ของพวกเจ้าว่าเป็นลูก (ที่แท้จริง) ของพวกเจ้า นั่นคือการกล่าวของพวกเจ้าด้วยปากของพวกเจ้า(*3*) และอัลลอฮฺนั้นตรัสสัจจะ (*4*) และพระองค์ทรงชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง

(1)  มุญาฮิดกล่าวว่า อายะฮฺนี้ประทานลงมาเพื่อประณามชาวกุเรชคนหนึ่งที่อ้างตัวว่ามีสองหัวใจเพราะความฉลาดแกมโกงของเขา เขากล่าวว่า ในทรวงอกของฉันมีสองหัวใจ หัวใจหนึ่งดียิ่งกว่าหัวใจของมุฮำมัด
(2)  อิบนุลญูซีกล่าวว่า อัลลอฮฺ ตุอาลา ทรงแจ้งให้ทราบว่า ภริยานั้นจะเป็นแม่ไปไม่ได้ ในสมัยญาฮิลียะฮฺ จะใช้คำนี้เป็นการหย่าภริยา เช่นกล่าวว่า เธอนั้นเสมือนกับหลังของแม่ของฉัน
(3)  มันมิใช่ข้อเท็จจริง
(4)  ที่ตรงกับข้อเท็จจริง

5. จงเรียกเขาเหล่านั้นตาม (ชื่อ) พ่อของพวกเขา (*3*) มันเป็นการเที่ยงธรรมกว่า ณ ที่อัลลอฮฺหากพวกเจ้าไม่รู้จักพ่อ (จริง ๆ ) ของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาก็คือพี่น้องร่วมในศาสนาของพวกเจ้าและผู้ใกล้ชิดของพวกเจ้า (*4*)และไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าผิดพลาดในเรื่องนั้น (*5*) แต่สิ่งที่จิตใจของพวกเจ้ามีความมุ่งหมายต่างหาก (*6*) และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ

(1)  จงเรียกชื่อเขาให้ถูกต้องตามความเป็นจริง เช่น ไซดฺ อิบนฺฮาริซะฮฺ ซึ่งฮาริซะฮฺเป็นพ่อจริง ๆ ของไซดฺมิใช่ไซดฺ อิบนฺมุฮัมมัด ซึ่งมุฮัมมัดมิใช่พ่อของไซดฺ แต่ได้ขอเอามาเป็นลูกบุญธรรม
(2)  คือจงเรียกเขาว่า โอ้พี่น้องของฉัน! โอ้สหายของฉัน! หมายถึงการเป็นพี่น้องกันในทางอิสลาม
(3)  คือไม่เป็นโทษและไม่เป็นบาปแก่ผู้ที่พวกเจ้าเรียก เขาผิดไปจากพ่อแท้ ๆ ของเขา
(4)  แต่เป็นโทษและเป็นบาปในสิ่งที่พวกเจ้าตั้งใจเรียกเขาผิดไปจากพ่อแท้ ๆ ของเขา

6. นะบีนั้นเป็นผู้ใกล้ชิดกับบรรดาผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง (*7*) และบรรดาภริยาของเขา (นะบี) คือมารดาของพวกเขาและเครือญาติร่วมสายโลหิต (*8*) บางคนในหมู่พวกเขาใกล้ชิดกับอีกบางคนยิ่กว่าบรรดาผู้ศรัทธาและบรรดาผู้อพยพในบัญญติของอัลลอฮฺ (*9*) เว้น แต่พวกเจ้าจะกระทำความดีแก่สหายสนิทของ พวกเจ้า (*1*) นั่นได้มีบันทึกไว้แล้วในคัมภีร์

(1)  เพราะท่านเป็นผู้มีความเมตตาและสงสารพวกเขา ฉะนั้นท่านจึงเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมยิ่งกว่าตัวของพวกเขาเองในทุก ๆ สิ่ง เช่น เรื่องเกี่ยวกับศาสนา และเรื่องของดุนยา
(2)  คือญาติพี่น้องที่ใกล้ชิด
(3)  คือเป็นผู้ที่เหมาะสมยิ่งเกี่ยวกับเรื่องมรดก
(4)  หมายถึงทำความดีกับพี่น้องมุอฺมินและชาวมุฮาญิรีน ในขณะที่พวกท่านมีชีวิตอยู่ หรือพวกท่านจะสั่งเสียให้พวกเขาเมื่อสิ้นชีวิต เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นที่อนุมัติ

7. และจงรำลึกถึงขณะที่เราได้เอาคำมั่นสัญญาของพวกเขาจากบรรดานะบี (*1*) และจากเจ้า และจากนูหฺ และอิบรอฮีม และมูซา และอิซา อิบนฺมัรยัม และเราได้เอาคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นจากพวกเขา (*2*)

(1)  คือให้พวกเขาศรัทธาต่อสาสน์ของมุฮัมมัดและสาสน์ของบรรดานะบี ด้วยการให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นและสาบานที่จะรักษาคำมั่นสัญญาดังกล่าวนั้น
(2)  คือให้บรรดานะบีรักษาคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้ในการเผยแพร่สาสน์ของพระองค์

8. เพื่อพระองค์จะทรงสอบถามบรรดาผู้สัตย์จริง เกี่ยวกับความสัตย์จริงของพวกเขา (*1*) และพระองค์ทรงเตรียมการลงโทษอันเจ็บปวดไว้แก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา

(1)  ในวันกิยามะฮฺพระองค์จะทรงสอบถามบรรดานะบีที่มีความสัตย์จริง ถึงการเผยแผ่สาสน์ต่อชนชาติของพวกเขา

9. โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! จงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเจ้าขณะที่กองทัพข้าศึกเข้ามารุกรานพวกเจ้า (*5*) แล้วเราได้ส่งลมพายะพัดใส่พวกเขา และกำลังทหารที่พวกเจ้ามองไม่เห็น (*6*) และอัลลอฮฺทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (*1*)

(1)  อะบุสสะอูดกล่าวว่า กองทัพข้าศึกหมายถึงพวกกุเรชและอาหรับตระกูลฆ้อฏฟาน พวกยะฮูดตระกูลกุร็อยเซาะฮฺและนะบีอันนะฎีร ซึ่งมีกำลังพลทั้งหมดประมาณหนึ่งหมื่นสองพันคน เมื่อท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับข่าวการมุ่งหน้าเข้ามาของฝ่ายข้าศึกเช่นนั้น จึงได้สั่งให้ขุดสนามเพลาะรอบเมืองอัลมะดีนะฮฺ โดยการชี้แนะของ ซัลมานอัลฟาริซี และท่านได้นำกำลังทหารมุสลิมีนจำนวนสามพันคนออกไปตั้งรับฝ่ายศัตรูอยู่ที่
(2)  คืออัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงให้ลมพายุพัดกระหน่ำในเวลากลางคืนที่มืดทึบและหนาวเหน็บ ทำให้ที่พักถูกลมพัดปลิวพังพินาศ และกำลังทหารล้มเจ็บกันระเนระนาด และพระองค์ได้ทรงส่งมะลาอิกะฮฺจำนวน1,000 ท่านมาทำให้พวกข้าศึกหวาดกลัว
(3)  คือการขุดหลุมทำสนามเพลาะ และการมีจิตใจเข้มแข็งด้วยการสนับสนุนของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในขณะนั้น

10. เมื่อพวกเขายกทัพมายังพวกเจ้า ทั้งจากทางข้างบนของพวกเจ้า (*2*) และจากทางข้างล่างของพวกเจ้า (*3*)และเมื่อนัยตาได้เหลือกลานและหัวใจได้มาจุกอยู่ที่ลำคอ (*4*) และพวกเจ้านึกคิดกันต่าง ๆ นานา (*5*) เกี่ยวกับอัลลอฮฺ

(1)  คือทางทิศตะวันออกเป็นกองทัพของตระกูลอะสัดและฆ้อฏฟาน
(2)  คือทางทิศตะวันตก เป็นกองทัพของพวกกุเรช กินานะฮฺ และพวกอันธพาลอาหรับ โดยได้รับการสนับสนุนจากพวกยะฮูด บะนีกุร็อยเซาะฮฺ ซึ่งได้ผิดสัญญากับท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
(3)  เป็นการเปรียบเทียบ หมายถึงความตระหนกตกใจและความกลัว
(4)  พวกมุนาฟิกีนคิดว่าบรรดามุอฺมินถูกปราบอย่างถอนรากถอนโคนแล้ว บรรดามุอฺมินก็คิดว่าพวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือ

11. ณ ที่นั้นขณะนั้น บรรดาผู้ศรัทธาได้ถูกทดลอง และพวกเขาถูกทำให้เคลื่อนไหวสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง (*6*)

(1)  คือบรรดามุอฺมินได้ถูกทดสอบ เพื่อจะได้รู้ว่าใครเป็นผู้มีความจริงใจ ใครคือมุนาฟิกีน

12. และจงรำลึกถึง เมื่อพวกมุนาฟิกีนและบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขามีโรค กล่าวว่า “อัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์มิได้สัญญาแก่เราอย่างใด นอกจากการหลอกลวงเท่านั้น” (*7*)

(1)  ผู้ที่กล่าวเช่นนี้คือ มุอฺตับ อิบนุ กุไซร เพราะการอีมานมิได้เข้าไปสิงสู่อยู่ในหัวใจของพวกเขา

13. และจงรำลึกถึง เมื่อกลุ่มหนึ่งจากพวกเขา (มุนาฟิกีน) (*1*) กล่าวว่า “โอ้ชาวยัษริบเอ๋ย! ไม่มีที่ตั้งมั่นสำหรับพวกท่านแล้ว (เพื่อต่อสู้กับข้าศึก) จงกลับไปเสียเถิด” (*2*) และกลุ่มหนึ่งจากพวกเขาจะขออนุญาตกับท่านนะบีว่า“บ้านของพวกเราไม่มีอะไรปกปิด ไม่มั่นคง” และมันมิได้เป็นเช่นนั้น (*3*) พวกเขามิได้ประสงค์สิ่งใด นอกจากการหนี (จากการทำสงคราม)

(1)  พวกเหล่านั้นคือ เอาส์ อิบนฺ ก็อยซีย์ และสมุนของเขา และอุบัย อิบนฺ สะลูล พร้อมด้วยพรรคพวกของเขา
(2)  ปล่อยให้มุฮัมมัดและสาวกของเขาอยู่แต่ลำพังเถิด
(3)  เป็นการปฏิเสธจากอัลลอฮฺแก่พวกเขา คือเรื่องมันมิได้เป็นไปตามที่พวกเขาอ้างดอก

14. และถ้ามีการรุกรานมายังพวกเขาจากรอบนอกเมืองของมัน แล้วพวกเขาได้ถูกปลุกปั่นให้ก่อความไม่สงบ (*4*)แน่นอน พวกเขาจะกระทำทันที และพวกเขาจะไม่ลังเลแม้แต่น้อย

(1)  หากพวกศัตรูบุกรุกเข้ามาหาพวกมุนาฟิกีนจากรอบตัวเมืองมะดีนะฮฺ แล้วขอร้องให้พวกเขาปฏิเสธศรัทธาและฆ่าบรรดามุสลิมีน พวกเขาก็จะปฏิบัติอย่างรีบด่วน

15. และโดยแน่นอนพวกเขาได้ให้สัญญาต่ออัลลอฮฺมาก่อนแล้วว่า พวกเขาจะไม่หันหลังกลับ (*1*) และสัญญาของอัลลอฮฺนั้นจะถูกสอบถาม

(1)  คือก่อนสงครามอัล-ค็อนดัก และหลังสงครามบัดรฺ พวกเขาได้สัญญากับอัลลอฮฺว่า พวกเขาจะไม่หนีการทำสงคราม

16. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดว่า “การหนีนั้นจะไม่อำนวยประโยชน์อันใดแก่พวกท่าน หากพวกท่าน (ต้องการ) จะหนีจากความตาย หรือการรบราฆ่าฟันกัน (*1*) และเมื่อนั้นพวกท่านจะไม่ได้ รื่นเริงกัน นอกจาก (ใน) เวลาอันเล็กน้อย”(*2*)

(1)  คือการหนีทำสงครามหรือความตายนั้น จะไม่ทำให้พวกท่านมีอายุยืนนาน หรือจะยืดเวลาการตายของพวกท่านออกไป
(2)  เพราะความตายคือทางกลับของทุกสิ่งที่มีชีวิต

17. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “ใครเล่าจะปกป้องพวกท่านให้พ้นจากอัลลอฮฺไปได้ หากพระองค์ทรงปรารถนาให้ความเสียหายแก่พวกท่าน หรือหากพระองค์ทรงปรารถนาให้ความเมตตาแก่พวกท่าน” และพวกเขาจะไม่พบใครอื่นจากอัลลอฮฺเป็นผู้คุ้มครองและเป็นผู้ช่วยเหลือแก่พวกเขา (*1*)

(1)  คืออื่นจากอัลลอฮฺแล้ว พวกเขาจะไม่พบผู้ให้ความช่วยเหลือ แม้แต่ญาติหรือผู้ใกล้ชิดก็ไม่อาจจะอำนวยประโยชน์อันใดให้แก่พวกเขาได้

18. แน่นอน อัลลอฮฺทรงรู้บรรดาผู้ขัดขวางในหมู่พวกเจ้า (*4*) และผู้ที่กล่าวแก่พี่น้องของพวกเขาว่า “มาหาพวกเราทางนี้”(*5*) และพวกเขาจะไม่มาร่วมกันต่อต้านข้าศึก นอกจากจำนวนเล็กน้อย (*6*)

(1)  พระองค์ทรงรู้ข้อเท็จจริงของบรรดาผู้หมดหวังในหมู่พวกเจ้า ซึ่งได้ขัดขวางมหาชนมิให้เข้าทำสงคราม
(2)  คือได้กล่าวกับพี่น้องของพวกเขาที่ปฏิเสธศรัทธาว่า จงมาหาพวกเราทางนี้ ปล่อยให้มุฮัมมัดและพรรคพวกของเขาประสบกับความหายนะ และอย่าไปร่วมกับพวกเขา
(3)  คือจุดมุ่งหมายของพวกเขาก็คือ การอวดอ้างและต้องการมีชื่อเสียง

19. เป็นคนตระหนี่กับพวกเจ้า (*1*) ครั้นเมื่อความกลัว (อันตราย) ปรากฏขึ้น เจ้าจะเห็นพวกเขาจ้องมองไปยังเจ้าสายตาของพวกเขาเกลือกกลิ้งเสมือนผู้มีอาการร่อแร่ใกล้จะตาย (*2*) ต่อเมื่อความกลัว (อันตราย) ได้ผ่านพ้นไปแล้ว พวกเขาก็พูดจาถากถางพวกเจ้าด้วยสำนวนที่เผ็ดร้อน เป็นคนตระหนี่ในเรื่องทรัพย์สิน (*3*) (ของที่ยึดมาได้จากการทำสงคราม) ชนเหล่านั้นพวกเขามิได้ศรัทธา อัลลอฮฺจึงทรงให้การงานของพวกเขาไม่บังเกิดผล (*4*)และนั่นเป็นเรื่องง่ายดายแก่อัลลอฮฺ

(1)  คือไม่มีความรักใคร่ ความสงสาร และการให้คำตักเตือนแก่พวกเจ้า เพราะพวกเขาไม่มีความหวังดีต่อพวกเจ้า
(2)  ลักษณะของผู้ที่มีความกลัวนั้น จะเห็นได้จากลักษณะท่าทางและดวงตาของเขา
(3)  คือพวกเขาจะสนทนากับพวกเจ้าในลักษณะของคนตระหนี่ในเรื่องทรัพย์สมบัติ หรือทรัพย์สินของเชลยศึกที่ยึดมาได้
(4)  เพราะการปฏิเสธศรัทธาและการกลับกลอกของพวกเขา เพราะการงานจะถูกตอบรับหรือไม่อยู่ที่การอีมานของพวกเขา

20. พวกเขาคิดว่าพวกพรรคต่าง ๆ เหล่านั้นยังมิได้ถอยกลับออกไป (*5*) และหากว่าพวกพรรคต่าง ๆ เหล่านั้นหวนกลับมาอีก พวกมุนาฟิกีนก็คาดหวังกันว่า หากพวกเขาได้ไปอยู่ร่วมกับอาหรับชนบทเพื่อคอยสืบเสาะหาข่าวของพวกเจ้า (*6*) และหากว่าพวกเขาได้อยู่ร่วมกับพวกเจ้า พวกเขาก็จะไม่ต่อสู้เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (*7*)

(1)  คือพวกกุฟฟารกุเรชและกลุ่มพรรคต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือเดียวกัน ยังมิได้ถอยออกไปจากนครอัลมะดีนะฮฺแต่ความจริงพวกเหล่านั้นได้ถอยออกไปแล้ว หลังจากที่ได้ประสบกับความปราชัย
(2)  เพราะกลัวจะถูกฆ่าและคอยฉวยโอกาสสืบหาข่าวที่จะเกิดขึ้นแก่พวกเจ้า เช่น กล่าวว่า บรรดามุอฺมินถูกกวาดล้างหมดแล้วหรือยัง? หรือว่า อะบูซุฟยาน (ซึ่งเป็นหัวหน้าของพวกเขาในเวลานั้น) ได้รับชัยชนะแล้วหรือ?
(3)  เพราะความกลัว ความต่ำต้อย และการรักชีวิต

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved