ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


11. ซูเราะฮฺ ฮูด (Hud)
ความหมายโดยสรุป ของซูเราะฮฺนี้


1. อะลีฟ ลาม รอ (*1*) คัมภีร์ที่โองการทั้งหลายของมันถูกทำให้รัดกุมมีระเบียบ แล้วถูกจำแนกเรื่องต่างๆ (*2*) อย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญ

(1)  เป็นการชี้ให้ประจักษ์ถึงปาฏิหารย์ของอัลกุรอานว่า อัลกุรอานนั้นประกอบขึ้นมาจากพยัญชนะเหล่านี้ อิบนุอับบาส กล่าวว่า ความหมายก็คือ ฉันคืออัลลอฮ์ ฉันเห็น
(2)  คือเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่ฮะลาลและหะรอมได้ถูกจำแนกไว้อย่างชัดแจ้ง ตลอดจนทุกสิ่งที่ปวงบ่าวต้องการทราบเกี่ยวกับการดำรงชีวิตในโลกนี้ และเรื่องที่เกี่ยวกับโลกอาคิเราะฮ์

2. เพื่อพวกท่านต้องไม่เคารพภักดีผู้ใดนอกจากอัลลอฮ์ แท้จริงฉันได้รับการแต่งตั้งจากพระองค์มายังพวกท่าน เพื่อเป็นผู้ตักเดือนและผู้แจ้งข่าว(*1*)

(1)  ฉันได้รับการแต่งตั้งจากพระองค์มายังพวกท่าน เพื่อตักเตือนพวกท่านเพื่อการลงโทษของพระองค์ หากพวกท่านฝ่าฝืนและปฏิเสธและแจ้งข่าวดีแก่พวกท่านถึงการตอบแทนในผลงานที่ดี หากพวกท่านศรัทธา

3. และพวกท่านจงขอนิรโทษจากพระเจ้าของพวกท่าน แล้วจงกลับเนื้อกลับตัว ต่อพระองค์ พระองค์จะทรงให้ปัจจัยแก่พวกท่านซึ่งปัจจัยที่ไปจนถึงวาระหนึ่ง ที่กำหนดไว้(*1*) และพระองค์จะทรงประทานแก่ทุก ๆ ผู้ทำความดีซึ่งความดี ของเขา และหากพวกท่านผินหลังให้(*2*) แท้จริงฉันกลัวแทนพวกท่านซึ่ง การลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่(*3*)

(1)  ในระยะเวลาของการมีชีวิตอยู่ของเขา
(2)  คือไม่ยอมศรัทธาและเคารพภักดีต่อพระองค์
(3)  คือวันกิยามะฮ์ กล่าวถึงการลงโทษว่ายิ่งใหญ่ เพราะในการลงโทษนั้นเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวยิ่ง

4. การกลับของพวกท่านย่อมไปสู่อัลลอฮ์และพระองค์เป็นผู้ทรงอนุภาพเหนือทุกสิ่ง

5. พึงรู้เถิด แท้จริงพวกเขาปกปิดความลับในทรวงอกของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะซ่อนความความเป็นศัตรูจากพระองค์ พึงรู้เถิด ขณะที่พวกเขาเอาเสื้อผ้าของพวกเขาปกคลุมตัวนั้น พระองค์ทรงรู้สิ่งที่พวกเขาปกปิด และสิ่งที่พวกเขาเปิดเผยแท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอก (*1*)

(1)  อิบนุอับบาส กล่าวว่า อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับ “อัลอัคนัส อิบนุชะรีก” โดยเฉพาะ เพราะเมื่อครั้งที่เขานั่งยู่กับท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เขาจะสาบานว่า เขานั้นรักท่านร่อซูลุลลอฮฺ ในขณะเดียวกันเขาก็ซ่อนความเป็นศัตรูเอาไว้

6. และไม่ว่าสัตว์ตัวใดที่เหยียบย่ำอยู่ในแผ่นดิน(*1*) เว้นแต่เครื่องยังชีพของมันเป็นหน้าที่ของอัลลอฮ์ และพระองค์ทรงรู้ที่พำนักของมันและที่พักชั่วคราวของมัน(*2*) ทุกสิ่งอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง

(1)  ทุกสิ่งที่เหยียบย่ำบนผืนแผ่นดิน เป็นต้นว่ามนุษย์และสัตว์ทุกประเภทนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลาทรงประทานเครื่องยังชีพให้เป็นความโปรดปรานจาพระองค์ เมื่อพระองค์เป็นผู้สร้างพระองค์คือผู้ประทานปัจจัยยังชีพ
(2)  ที่พักชั่วคราวคือ สถานที่ตายและที่ฝังศพ

7. และพระองค์คือผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินในระยะ 6 วัน (*1*) และบัลลังก์ของพระองค์อยู่เหนือน้ำ(*2*) เพื่อพระองค์จะทรงทดสอบพวกท่านว่า ผู้ใดในหมู่พวกท่านมีการงานที่ดีเยี่ยม(*3*) และหากเจ้า (มุฮัมมัด) กล่าวว่า “แท้จริงพวกท่านจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา หลังจากที่ได้ตายไปแล้ว” แน่นอนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะกล่าวว่า “นี่มิใช่อื่นใดเลย นอกจากเล่ห์กลอย่างชัดแจ้ง”

(1)  ในการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นแผ่ดินเป็นเวลาถึง 6 วันนั้น เป็นการส่งเสริมให้ปวงบ่าวของพระองค์มีความสุขุมรอบครอบในการปฏิบัติหน้าที่การงาน เพราะพระเจ้าผู้ทรงปรีชาสามารถในการสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย สามารถกระทำได้ในชั่วพริบตาเดียว แต่พระองค์ยังทรงสร้างสิ่งเหล่านั้นเป็นเวลาถึง 6 วัน
(2)  เป็นการแสดงให้เห็นว่า บัลลังก์และน้ำทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อนชั้นฟ้าและแผ่นดิน
(3)  พระองค์ทรงสร้างสิ่งเหล่านี้มาเพื่อฮิกมะฮ์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพื่อเป็นการทดสอบพวกท่าน ในการนี้ก็จะเป็นที่ประจักษ์ถึงคนดีและคนชั่ว แล้วพระองค์ก็จะทรงตอบแทนตามผลงานของแต่ละคน

8. และหากเรายึดเวลาการลงโทษพวกเขาออกไปอีกระยะเวลาหนึ่งที่ได้กำหนดไว้ แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า “อะไรหรือได้ยับยั้งมันไว้”(*1*) พึงรู้เถิด ! วันซึ่งการลงโทษจะมายังพวกเขา มันจะไม่ละเว้นไปจากพวกเขา และมันจะห้อมล้อมพวกเขา ตามที่พวกเขาได้เยาะเย้ยมัน

(1)  พวกเขากล่าวทำนองเย้ยหยัน

9. และถ้าเราได้ให้มนุษย์ลิ้มรสความเมตตาจากเรา(*1*) แล้วเราได้ดึงมันกลับมาจากเขา แท้จริงเขานั้นเป็นผู้หมดหวังและสิ้นศรัทธา

(1)  คือความโปรดปรานชนิดต่างๆ เช่น ร่างกายสมบูรณ์ ความปลอดภัย และปัจจัยยังชีพต่างๆ

10. และถ้าเราได้ให้เขาลิ้มรสความโปรดปรานหลังจากความทุกข์ยากได้ประสบกับเขา แน่นอนเขาจะกล่าวว่า “ความชั่วร้ายต่างๆ ได้ผ่านพ้นจากฉันไปแล้ว” แท้จริง เขานั้นเป็นผู้คึกคะนองหยิ่งยะโส(*1*)

(1)  ในอายะฮฺนี้เป็นการประณามผู้ที่หมดหวังเมื่อประสบความทุกข์ยาก และหลงระเริงเมื่อได้รับความโปรดปราน

11. เว้นแต่บรรดาผู้อดทนและบรรดาผู้ปฏิบัติความดีทั้งหลาย ชนเหล่านั้นแหละ สำหรับพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันยิ่งใหญ่(*1*)

(1)  นี่คือสัญชาติญาณของมนุษย์ นอกจากบรรดามุอฺมินผู้มีความอดทนต่อความทุกข์ยาก และกระทำความดีเมื่อได้รับความโปรดปราน คนมุอฺมินทั้งสองลักษณะเป็นคนดี รางวัลอันยิ่งใหญ่คือสวนสวรรค์

12. และบางทีเจ้าจะทิ้งบางส่วนที่ถูกวะฮีย์มายังเจ้า และหัวอกของเจ้าจะอึดอัดต่อสิ่งนั้น(*1*) โดยที่พวกเขากล่าวกันว่า “ทำไมเล่าขุมทรัพย์จึงไม่ถูกส่งลงมา หรือทำไมมะลัก(*2*) จึงไม่ถูกส่งลงมาพร้อมกับเขา?” แท้จริงเจ้าเป็นเพียงผู้ตักเตือนเท่านั้น(*3*) และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงคุ้มครองรักษาทุกสิ่ง

(1)  ความมุ่งหมายในสำนวนนี้คือ ส่งเสริมให้ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ประกาศเผยแพร่สาสน์ของพระองค์ และอย่าไปสนใจต่อการทำร้ายและการต่อต้านของฝ่ายมุชริกีน
(2)  มะลัก เป็นเอกพจน์ของคำว่า มะลาอิกะฮฺ
(3)  อัลลอฮฺทรงกำหนดหน้าที่ของนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า เจ้าเป็นเพียงผู้ตักเตือนคนที่ทำความผิดว่า จะได้รับการลงโทษจากอัลลอฮฺ

13. หรือพวกเขากล่าวว่า “เขา(มุฮัมมัด) ได้ปลอมแปลงอัลกุรอานขึ้นมา” (มุฮัมมัด) จงกล่าวเถิด “ดังนั้น พวกท่านจงนำมาสักสิบซูเราะฮ์ที่ถูกปลอมแปลงขึ้นให้ได้อย่างอัลกรุอาน และพวกท่านจงเรียกผู้ที่มีความสามารถในหมู่พวกท่านอื่นจากอัลลอฮ์(ให้มาช่วย) ถ้าพวกท่านเป็นพวกสัตย์จริง

14. หากพวกเขาไม่ตอบสนองการเรียกร้องของพวกท่าน(*1*) ก็จงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลกรุอานถูกประทานลงมาด้วยวะฮีย์ของอัลลอฮ์ และนั่นคือไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ แล้วพวกเจ้า(มุชริกีน) ยังมินอบน้อมอีกหรือ?”

(1)  การที่พวกปฏิเสธศรัทธากล่าวหาท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า ได้ปลอมแปลงอัลกุรอานขึ้นมา อัลลอฮุ ตะอาลาจึงทำให้พวกมุชริกีนช่วยกันแต่งขึ้นมาสักสิบซูเราะฮ์ ที่มีสำนวนลึกซึ้ง ไพเราะ และสละสลวยเช่นเดียวกับอัลกุรอานที่มุฮัมมัดได้นำมา เพราะพวกเขาเป็นชาวอาหรับเช่นเดียวกัน

15. ผู้ใดปรารถนาการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และความเพริศแพร้วของมัน(*1*) เราก็จะตอบแทนให้พวกเขาอย่างครบถ้วน ซึ่งการงานของพวกเขาในโลกนี้เท่านั้น และพวกเขาจะไม่ถูกริดรอนในการงานนั้นแต่อย่างใด(*2*)

(1)  บุคคลจำพวกนี้ไม่มีความเชื่อมั่นในโลกอาคิเราะฮ์
(2)  พวกเขาจะได้รับการตอบแทนเฉพาะในโลกดุนยา ในสิ่งที่พวกเขาปรารถนาจะได้ เช่น ความสุขสบาย ความปลอดภัยและปัจจัยยังชีพ เป็นต้น

16. ชนเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนอันใดในโลกอาคิเราะฮ์ นอกจากไฟนรกและสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ในโลกดุนยาก็จะไร้ผลและสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ก็จะสูญเสียไป(*1*)

(1)  ข้อความประโยคหลังนี้เป็นการยืนยันประโยคก่อน คือ สิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไปในโลกดุนยา ส่วนที่เป็นความดีก็จะไร้ผลและสูญเปล่า

17. ดังนั้น ผู้ที่อยู่บนหลักฐานอันชัดแจ้งจากพระเจ้าของเขา(*1*) และผู้เป็นพยานจากพระองค์จะสาธยายมัน(*2*) และก่อนนั้นมีคัมภีร์ของมูซาเป็นแนวทางและเป็นเมตตา(*3*) ชนเหล่านั้นศรัทธาต่อมันและผู้ใดจากพรรคต่าง ๆ ปฏิเสธศรัทธาต่อมันไฟนรกคือสัญญาของเขา(*4*) ดังนั้นเจ้าอย่าได้อยู่ในการสงสัยมันเลย แท้จริงมันเป็นสัจธรรมจากพระเจ้าของเจ้า แต่ทว่ามนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่ศรัทธา

(1)  คือท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และบรรดามุอ์มิน ประโยคนี้เป็นประโยคเปรียบเทียบข้อความยังไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ ดังนั้นผู้ที่อยู่บนหลักฐานอันชัดแจ้งจากพระเจ้าของเขา จะเหมือนกับผู้ที่ปรารถนาจะดำรงชีวิตอยู่ในโลกดุนยากระนั้นหรือ? หมายถึงว่าบุคคลสองประเภทนั้นย่อมมีความแตกต่างกันอย่างไกล
(2)  ผู้เป็นพยานในที่นี้ อิบนุอับบาสและมุญาฮิดกล่าวว่า หมายถึงญิบรีล อัลหะซันและก้อตาดะฮ์ กล่าวว่า หมายถึงมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อย่างไรก็ดีทั้งสองอย่างนั้นมีความหมายใกล้เคียงกัน
(3)  คือก่อนจากอ่านกรุอานมีคัมภีร์อัตเตารอฮ์ ซึ่งถูกประทานมาให้ท่านนะบีมูซาเพื่อเป็นแนวทางและแบบอย่างแก่ผู้ศรัทธาและผู้ปฏิบัติตาม อีกทั้งยังเป็นความเมตตาจากพระเจ้าแก่ชนเหล่านั้น
(4)  ผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลกุรอานที่เป็นชาวลัทธิและนิกายต่าง ๆ ไฟนรกญะฮันนัมคือการตอบแทนแก่พวกเขาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

18. และผู้ใดเล่าที่จะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่อุปโลกน์ความเท็จต่ออัลลอฮ์ ชนเหล่านั้นจะถูกนำมาเสนอต่อพระเจ้าขงพวกเขาและบรรดาพยานจะกล่าวว่า “พวกเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่กล่าวเท็จต่อพระเจ้าของพวกเขา พึงรู้เถิด! การสาปแช่งของอัลลอฮ์จะได้แก่บรรดาผู้อธรรม

(1)  การสาปแช่งต่ออัลกรุอานคือ การขับไล่ออกจากความเอ็นดูเมตตาของพระองค์

19. บรรดาผู้กีดขวางทางอัลลอฮ์(*1*) และพวกเขาใคร่ที่จะให้มันคดเคี้ยว(*2*) และพวกเขาสำหรับโลกอาคิเราะฮ์นั้นพวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา

(1)  คือขัดขวางมนุษย์มิให้ปฏิบัติตามสัจธรรมและแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อไปสู่อัลลอฮ์
(2)  ประสงค์จะให้ศาสนาของอัลลอฮ์คดเคี้ยวและยากลำบาก เพื่อให้เป็นไปตามอารมณ์ของเรา

20. ชนเหล่านี้จะไม่รอดพ้น(จากการลงโทษ)ในแผ่นดินนี้ และสำหรับพวกเขาไม่มีผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮ์ การลงโทษแก่พวกเขาจะถูกเพิ่มเป็นทวีคูณ(*1*) พวกเขาไม่สามารถที่จะฟังได้และจะไม่เห็น(*2*)

(1)  การลงโทษแก่พวกเขาเหล่านั้นจะเพิ่มเป็นทวีคูณ เพราะพวกเขาได้กระทำไว้ และเพราะความดื้อดึงฝ่าฝืน
(2)  อัลลอฮ์ตะอาลา ทรงประทานการฟังและการเห็นให้แก่พวกเขา แต่พวกเขาหูหนวกจากการฟังสัจธรรม และตาบอดจากการปฏิบัติตาม พวกเขาจึงไม่ได้ประโยชน์อะไรจาการที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงประทานสิ่งสัมผัสให้แก่พวกเขา

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ 5] [ 6] [ 7] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved